วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

SMEs ไทยยุคใหม่กับการใช้เทคโนโลยีเพื่อก้าวทัน e-Commerce

SMEs มีบทบาทสำคัญเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ เช่นเดียวกับ SMEs ไทย ที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

จำนวนมาก สร้างงานจำนวนมาก รวมทั้งมีส่วนช่วยดูดซับแรงงานว่างของภาคเกษตรในช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชี้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวม SMEs ไทยปี 2556 มีมูลค่า 4.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 37.4 ของ GDP ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงนักจากร้อยละ 37.8 ในปี 2552 ทำให้เกิดคำถามว่าเราจะมีวิธีใดที่จะส่งเสริมให้ธุรกิจการค้าของ SMEs ขยายตัวให้มากขึ้นได้

บทความนี้จึงต้องการนำเสนอแนวความคิดให้กับ SMEs รายกลางและรายเล็ก ให้เห็นถึงความสำคัญและแนวโน้มของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ทั้งเพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อการลดต้นทุน และเพื่อการขยายตลาดให้กว้างขึ้น รวมทั้งแนวทางที่ส่งเสริมให้ SMEs ใช้เทคโนโลยีในการขยายธุรกิจให้มากขึ้น

ผลการศึกษาจากงานวิจัยของ สสว.จัดทำในปี 2552(ดูตาราง) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ SMEs ต่อระบบเศรษฐกิจทั้งในแง่ของสัดส่วนจำนวนของผู้ประกอบการต่อผู้ประกอบการรวมที่สูงมากกว่าร้อยละ 90 ในทุกประเทศที่ศึกษาทั้งประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและเวียดนาม และมีสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมของ SMEs ใน GDP คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ในอินโดนีเซีย และเป็นครึ่งหนึ่งในสิงคโปร์ ในแง่ของการประยุกต์ใช้นวัตกรรมพบว่า SMEs ของไทย ที่นำนวัตกรรมใหม่มาช่วยในการดำเนินธุรกิจยังมีน้อย โดยได้ 3.6 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 น้อยกว่าสิงคโปร์ (8.7 คะแนน) และมาเลเซีย (4.4 คะแนน) สะท้อนว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทยจะลดลง หากไม่มีการปรับตัว

อย่างไรก็ตาม หากมาดูดัชนีการใช้อินเทอร์เน็ตของ SMEs ของประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน จะเห็นว่าอยู่ในระดับสูงมาก และ SMEs ของไทยยังมีสัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเล็กน้อย อยู่ที่ร้อยละ 87 ซึ่งอาจสะท้อนถึงประสิทธิภาพของอินเทอร์เน็ต รวมทั้งความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุมในหลายพื้นที่ โดยสิงคโปร์และอินโดนีเซียอยู่ที่ร้อยละ 97 และ 96 ตามลำดับ

ขณะที่สัดส่วนการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตของ SMEs ไทย สูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน อยู่ที่ร้อยละ 34 รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 29 และมาเลเซีย ร้อยละ 24 ซึ่งแสดงนัยว่า SMEs ไทยมีศักยภาพในการพัฒนาการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตได้มาก สอดคล้องกับผลสำรวจสถานภาพการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทย ปี 2557 จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่พบว่า(ดูรูป) ในปี 2556 ธุรกิจ e-commerce มียอดขายผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มูลค่า 7.7 แสนล้านบาท ขยายตัวเกือบเท่าตัวจากยอดขายปี 2550 โดยหากวิเคราะห์จากข้อมูลการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยปี 2550-2556 พบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้าง โดยวิธีการประมูลงานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของภาครัฐ และร้อยละ 35 เป็นการค้าระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ B2B (Business to Business) ครอบคลุมถึงเรื่องการขายส่ง การทำการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain Management) เป็นต้น ขณะที่ร้อยละ 14 เป็นการค้าระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค B2C (Business to Consumer) เช่น การขายสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น

ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ภาครัฐและองค์กรต่างๆ ร่วมกันส่งเสริมให้ธุรกิจ SMEs นำเทคโนโลยีมาพัฒนาธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ รวมทั้งเป็นช่องทางเชื่อมโยงการทำธุรกรรมต่างๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และภาครัฐบาล เนื่องจากการทำธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Commerce มีความสะดวกสามารถใช้กับอุปกรณ์สื่อสารทั้ง Smartphone หรือ Tablet ได้

จากผลการสำรวจความเห็นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม โดยธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในไตรมาส 2 ปี 2558 พบว่า ธุรกิจ SMEs ได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจใน 3 ด้านหลัก คือ

1) ด้านการผลิต ปัจจุบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีมีขนาดเล็กลงและราคาถูก ทำให้ธุรกิจสามารถซื้อเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีใหม่จากยุโรปที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาถูกลงเกือบครึ่ง เพื่อนำมาผลิตวัสดุก่อสร้าง และมีธุรกิจหลายรายตัดสินใจซื้อเครื่องจักรใหม่ทดแทนการขาดแคลนแรงงาน เป็นการปรับตัวให้ธุรกิจอยู่รอด รวมทั้งการพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกับหน่วยงานราชการ และสถานศึกษา

2) ด้านการจัดการข้อมูล ปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์มีการนำระบบติดตามยานพาหนะ (GPS Tracking System) มาใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการขนส่ง นอกจากนี้ จากข้อมูลกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมระบุว่า มีการใช้ระบบ Cloud เพิ่มขึ้นภายหลังน้ำท่วมปี 2554 และพบว่าโรงงานที่ใช้ระบบนี้สามารถลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อโรงงานได้ประมาณ 3 แสนบาท และ

3) ช่องทางการเงิน ในปัจจุบันผู้ประกอบการ SMEs ที่ทำธุรกิจการค้าชายแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่ นิยมทำธุรกรรมทางการเงินกับบริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต (Online Banking) กับคู่ค้าในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเพื่อการตรวจสอบการชำระเงินภายหลังการส่งสินค้าแล้ว

นอกจากนี้ จากการศึกษาในอดีตพบว่า ธุรกิจส่วนใหญ่จะใช้ e-Commerce เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ มากกว่าจะใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต การบริหารและการจัดการ ดังนั้น แนวทางที่จะส่งเสริมให้ SMEs ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการขยายธุรกิจ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้นนั้น SMEs ไทยควรเพิ่มการนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Commerce มาใช้เพื่อสร้างแต้มต่อในการแข่งขันในทางธุรกิจ และขยายตลาดสินค้าสู่ต่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมทั้งควรนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการให้มากขึ้น

ขณะที่ภาครัฐควรปรับปรุงระบบขนส่งและลดราคาค่าขนส่ง เพื่อลดต้นทุนด้านเวลาและค่าขนส่งของผู้ประกอบการลง ควรจัดอบรมให้ความรู้และทักษะในการประกอบธุรกิจ e-Commerce แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีอยู่จำนวนมากอย่างทั่วถึง ตลอดจนร่วมมือกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคต่างๆ ในการผลักดันธุรกิจ e-Commerce ระหว่างประเทศให้มากขึ้น

---------------

สุภาพรรณ วัฒนาอุดมชัย