5 ปีกับคลื่นลม ณ วังบางขุนพรหม

ผมมีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ก่อนวันครบเทอมเพียงสัปดาห์เดียว
ในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อถ่ายทอดความคิดอ่านและประสบการณ์ของคนคุมแบงก์ชาติมา 5 ปีให้กับสาธารณชนได้รับทราบ
เนื้อหาสาระจากการแลกเปลี่ยนกันกว่าหนึ่งชั่วโมง ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาวันนั้น สะท้อนถึงการทำงานบนหลักการ “ยืนตรง, มองไกล, ยื่นมือ, ติดดิน” ที่พยายามรักษาความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง ในความรู้สึกของสาธารณชนอย่างเต็มภาคภูมิ
คุณประสารประเมินว่าตัวเองและคนแบงก์ชาติ ทำได้ตามหลักการนี้มากน้อยเพียงใด ขอให้ดูรายการ “ไทม์ไลน์สุทธิชัย หยุ่น” วันเสาร์และอาทิตย์นี้เริ่ม 22.30 น. ทาง Nation TV จะได้อรรถรสของความเป็นนักคิดนักปฏิบัติที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย
แต่ความเป็นตัวตนของคุณประสาร หลายด้านมีในหนังสือที่เขียน และรวบรวมโดยทีมงานของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้ชื่อว่า
“ถอดรหัสปรัชญาและองค์ความรู้ของผู้ว่าการประสาร ไตรรัตน์วรกุล สำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ เพื่อการขับเคลื่อนธนาคารแห่งประเทศไทยสู่อนาคต”
ตอนหนึ่งของหนังสืออ้างประโยคของคุณประสารว่า
“คนเป็นผู้ว่าการรู้ตั้งแต่วันแรกว่าจะออกวันไหน ไม่ได้ห่วงว่าจะออกเร็วหรือช้า แต่ระหว่างที่อยู่จะทำอะไร....”
และอีกประโยคหนึ่ง
“ผมขอให้คำมั่นสัญญากับอาจารย์ (ป๋วย อึ๊งภากรณ์) ว่าผมจะยึดประโยชน์ของสังคมและส่วนรวมเป็นสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงแต่ความพอใจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเป็นปณิธานที่ผมตั้งไว้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ตัดสินใจมาทำงาน ในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย โดยอาศัยหลักความถูกต้องและสุจริตธรรมเป็นสำคัญในการทำงาน..."
“คิดให้ครบเท่าที่จะทำได้ พูดอย่างที่คิดให้คนอื่นเข้าใจได้ ชัดเจน และทำอย่างที่ได้พูดทั้ง 3 สิ่งนี้จะนำไปสู่การร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ เพราะ ธปท. และพวกเราทุกคนมีส่วนที่จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประเทศอย่างยั่งยืน...”
คุณประสารเคยกล่าวในที่ประชุมภายในหลายครั้งว่า
“คนข้างนอกเขาอาจหาว่าเราโง่ เราไม่เก่ง แต่ไม่เคยมีใครว่าเราว่าเราโกง...”
คุณประสารใช้ “จดหมายจากใจถึงอาจารย์ป๋วย” เป็นการสื่อสารกับคนของแบงก์ชาติกับสาธารณชน ว่าด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นกับธนาคารกลางของประเทศ ในการทำหน้าที่เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชน
ตอนหนึ่งของจดหมายถึงอาจารย์ป๋วย วันที่ 18 สิงหาคม 2558 บอกว่า
“Public Office ไม่ใช่ตัวอาคาร 1 อาคาร 2 หรือนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ไม่ใช่ ส.ส.ในรัฐสภา แต่มันคือความไว้วางใจของประชาชน มันเปล่าประโยชน์ ถ้าเรามีตำแหน่ง... มี Public Office แต่ขาด Public Trust.”
คุณประสารมีวิธีการสื่อสารด้วยการใช้วิธีการเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวันของคนทั่วไปให้เห็นภาพเช่น
โรคเรื้อรังสามโรค...เปรียบเศรษฐกิจเหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ เพราะถูกกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเพราะอุตสาหกรรมการผลิตขาดการลงทุนและนวัตกรรมใหม่ ๆ และโรคขาดความมั่นใจ ซึ่งหมายถึงผู้ประกอบการขาดความมั่นใจในการลงทุนและปรับปรุงการผลิต โดย ธปท.เปรียบเสมือนผู้จ่ายยาที่มีทั้งดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และเงินทุนไหลเวียนที่จะช่วยให้โรคเหล่านี้ดีขึ้น แต่คนเป็นโรคก็ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด พักฟื้นอย่างถูกวิธี
ฟุตบอล...การเล่นฟุตบอลให้ชนะคู่ต่อสู้ “ต้องเล่นเป็นทีม” ธปท. เปรียบเสมือน center back เป็น back ซ้าย back ขวา บางครั้งเราอาจเห็น center back ยืนอยู่ข้างหน้าประตูคู่ต่อสู้ คอยดูคอยฉวยโอกาสโหม่งประตู แต่ข้อที่โค้ชจะต้องเตือนเสมอคือว่า บทที่คู่ต่อสู้จู่โจมกลับ พวกกองหลังต้องวิ่งกลับมาให้ทัน ถ้าวิ่งมาไม่ทันก็จะเสียประตูได้ง่าย เป็นการเปรียบเทียบในกรณีที่ ธปท.ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อทำตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที
ตลาดการเงินตอนนี้เมาง่าย...เพราะไม่เห็นแสงสว่างที่ชัดเจน เหมือนคนเวลานั่งรถ ทางขรุขระวนเวียนขึ้นเขา ถ้ามีเป้าหมายที่เห็นชัดมองไปไกล คนที่นั่งรถก็จะไม่เมา จึงเป็นเรื่องที่ต้องระวังว่าตลาดการเงินโลกยังผันผวน
เรือ...เศรษฐกิจไทยเหมือนเรือสำเภาที่กำลังวิ่งออกมหาสมุทร เป็นการขาดการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ควรจะกำหนด mindset ซึ่งเปรียบเหมือนการติดตั้ง “เสาใบเรือ” ที่จะใช้กำหนดทิศทางและความเร็วของการเดินเรือ
Mindsets 3 เรื่องคือเลิกแข่งขันที่ราคาและปริมาณ ยอมรับการแข่งขันที่มากขึ้น และมีทัศนคติที่ไม่ยอมรับการคอร์รัปชัน
คุณประสารบอกผมตอนหนึ่งระหว่างการสัมภาษณ์ว่า
“ผมยอมรับว่ายังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำในเรื่องนี้....”
เรื่องอะไร? คำตอบอยู่ที่ “ไทม์ไลน์สุทธิชัย หยุ่น” ทาง Nation TV เริ่มคืนนี้ครับ!







