วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปริญญารับรองความสามารถในการเชื่อ

เด็กยากจนคนหนึ่งในเมืองฝรั่งที่กลายเป็นนักกีฬาในทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยต่อเนื่องกันหลายปี

กลายเป็นนักกีฬาที่มีค่าจ้างสูงสุดของเมืองฝรั่ง และต่อมากลายเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จมีคนติดตามอ่านงานเขียนของเขามากมาย บอกว่าความสำเร็จของเขาเริ่มมาจากการสั่งสอนของโค้ชคนแรกในทีมมหาวิทยาลัยของเขา ที่บอกให้เขาคิดในเรื่องที่โค้ช บอกให้คิด ไม่ใช่คิดเหมือนที่โค้ชคิด ไม่ใช่เล่นตามวิธีที่โค้ชบอกให้เล่น ไม่ใช่ให้เชื่อวิธีเล่นตามที่โค้ชเชื่อ แต่ให้คิดวิธีเล่นในประเด็นที่โค้ชบอกให้คิดในระหว่างการแข่งขัน โค้ชบอกว่าโค้ชบอกเรื่องที่ต้องคิดในการเล่นได้ แต่โค้ชบอกวิธีเล่นไม่ได้ เพราะโค้ชไม่ได้อยู่ในการแข่งขันด้วย จึงไม่รู้ล่วงหน้าได้ทุกเรื่องว่าอะไรจะเกิดขึ้นในขณะแข่งขันได้บ้าง และเขายังบอกด้วยว่าปริญญาที่เขาได้จากมหาวิทยาลัยที่เล่าเรียนไปพร้อมกับการเล่นกีฬาก็รับรองในสิ่งเดียวกันกับที่โค้ชบอกไว้ คือ ปริญญารับรองความสามารถในการคิดในเรื่องที่ผู้คนในวงการอาชีพนั้นต้องคิดได้คิดเป็น


มหาวิทยาลัยมากมายหลายแห่งให้ปริญญาที่รับรองความสามารถในการคิดของบัณฑิต และได้กระทำเช่นนั้นมายาวนาน จะจบวิศวะได้ก็ หมายความว่าต้องคิดในเรื่องที่วิศวกรต้องคิดได้ ไม่ใช่จบได้เพราะจำสูตรคำนวณสารพัดสูตรในตำราวิศวกรรมได้ จะจบรัฐประศาสนศาสตร์ได้ ก็ต้องคิดได้คิดเป็นในเรื่องที่นักบริหารภาครัฐต้องคิดได้ ไม่ใช่แค่จดจำคำศัพท์ในวงการบริหารภาครัฐได้ เล่าเรียนเพื่อรับปริญญารับรองความสามารถในการคิดจึงจำกัดอยู่เฉพาะในคนกลุ่มหนึ่งที่พร้อมจะทุ่มเทเวลาและความพยายามเพื่อให้ได้การรับรองความสามารถในการคิด ผู้บริหารจะทำงานกับผู้คนเหล่านี้ได้ก็ต้องคิดได้คิดเป็นเหมือนกัน ต้องบอกเรื่องที่จะต้องคิดได้ ต้องรับความท้าทายทางความคิดได้ ต้องสู้กันทางความคิดเป็น จึงจะเป็นผู้บริหารที่ดีได้ บริหารบัณฑิตจึงต้องใช้บัณฑิต ปริญญาจึงมีอยู่อย่างจำกัดและกลายเป็นของมีค่าสูง บ้านเราจึงอยากมีปริญญากันเยอะๆ เพราะใครๆ ก็อยากครอบครองของมีค่าสูง


จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง จะด้วยเหตุใดไม่ปรากฏชัดเจน เริ่มมีมหาวิทยาลัยที่ให้ปริญญาเพื่อรับรองความสามารถในการเชื่อ และจดจำความเชื่อนั้นไปใช้ในวันหน้าได้ แทนการรับรองความสามารถในการคิดในเรื่องที่ผู้คนในวงการนั้นต้องคิดได้คิดเป็นการเล่าเรียนจึงกลายเป็นเล่าเรียนกันสามสี่ปีเพื่อให้ได้ทราบเชื่อในเรื่องสิบเรื่อง แล้ววัดกันว่าใครเชื่อใครจำความเชื่อนั้นได้มากน้อยแค่ไหน ใครเชื่อใครจดจำได้ถึงระดับหนึ่งก็ให้ปริญญารับรองกันไป เล่าเรียนให้ได้ทราบและจดจำความเชื่อสิบเรื่องนั้นง่ายกว่าเล่าเรียนให้คิดได้คิดเป็นในสิบเรื่อง เล่าเรียนเพื่อให้จดจำความเชื่อสิบเรื่องใช้ความบากบั่นพยายาม น้อยกว่าเล่าเรียนเพื่อให้คิดได้คิดได้คิดเป็นสิบเรื่องมากมายนัก


และที่น่าสนใจที่สุดคือถ้าจะเอาแค่เล่าเรียนเพื่อให้รู้จักและจดจำความเชื่อสักสิบเรื่องได้นั้น ไม่ต้องใช้เวลาสามสี่ปี ใช้แค่ปีสองปีก็เหลือเฟือแล้ว และเล่าเรียนเพื่อให้รู้จักและจดจำความเชื่อนั้น ไม่ต้องใช้นักปราชญ์ที่เป็นผู้รู้ที่ได้รับการฝึกฝนกระบวนการคิดมาเป็นอย่างดีมาเป็นผู้สอน ใครๆ ที่เล่าเรื่องเป็นก็มาสอนได้ คนเรียนไม่ต้องเตรียมตัวอะไรก็เรียนได้ คนสอนก็สอนได้อย่างสบายๆ การไปเล่าเรียนเหมือนการไปดูหนัง ดูทอล์คโชว์ คนสอนก็แค่ซ้อมเล่าเรื่องบ่อยๆ ก็สอนเก่งไปเอง ไม่ต้องฝึกฝนการเสาะหาความจริง ไม่ต้องฝึกฝนการคิดอย่างวิเคราะห์หาเหตุหาผลหาที่อ้างอิง ใครไปเล่าเรียนปริญญาตามแนวทางนี้ก็ถูกอกถูกใจ พากันชื่นชมบอกต่อกันต่อไปว่ามาเล่าเรียนที่นั่นที่นี่แล้วเรียนง่ายได้ความรู้เยอะ ไปเรียนที่นั่นที่โน่นเรียนยากไม่ได้ความรู้ มโนไปว่าตนเองเกิดความรู้อย่างมากมายได้ในเวลาสั้นกว่าคนอื่น โดยลืมไปว่าได้ฟังความเชื่อ และจดจำได้นั้นไม่ใช่การคิดที่ไปที่มาของความเชื่อนั้นได้คนที่เล่าความเชื่อนั้นก็เหมือนกับโค้ชกีฬาที่อยู่ข้างสนาม ไม่ใช่เล่นอยู่ในการแข่งขันเกมส์ชีวิตเดียวกับที่ตนเองกำลังเล่นอยู่


การเล่าเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาที่รับรองความสามารถในการจดจำความเชื่อ กลายเป็นสิ่งที่พบเห็นกันแพร่หลายในบ้านเราภายใต้ความเชื่อว่าตำแหน่งหน้าที่จะใหญ่โตขึ้นเมื่อได้ปริญญา โดยไม่ได้คิดว่าทำไมตำแหน่งหน้าที่เหล่านั้นจึงต้องการคนที่มีปริญญา ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะคนที่ไปกำหนดว่าตำแหน่งหน้าที่การงานนี้ต้องมีปริญญาก็ไม่ได้บอกเหตุผลให้ชัดเจนว่าทำไมจึงกำหนดไว้เช่นนั้น บางหน้าที่การงานที่บ้านเราบอกว่าต้องมีปริญญา ที่เมืองฝรั่งบอกว่าจบมัธยมปลายก็ให้ทำแล้ว ผู้บริหารบางหน่วยงานก็ชอบใจที่มีลูกน้องมีปริญญาเยอะแยะ แต่ว่าอะไรก็เชื่อไปหมด ไม่ดื้อไม่เถียงเหมือนที่เคยพบเจอมาก่อน ผู้บริหารก็ดูเก่งขึ้นและมีลูกน้องที่ถูกฝึกมาให้เชื่อตามที่ผู้บริหารเชื่อ เชื่อตามที่โค้ชบอกให้เชื่อ โดยโค้ชไม่ต้องบอกว่าต้องคิดเรื่องอะไรบ้าง โค้ชบอกอะไรก็ทำตามที่บอกอย่างเดียว โค้ชคิดได้ นักกีฬาไม่ต้องคิด ผู้บริหารคิดได้ ลูกน้องไม่ต้องคิด สบายกันไปทั้งผู้บริหารทั้งลูกน้อง ขอแค่เพียงไม่กังวลว่าการงานจะเป็นอย่างไรต่อไปเท่านั้น


สิ่งที่อยากชวนให้คิดคือปริญญารับรองความสามารถในการเชื่อ นั้นเหมาะกับการงานและผู้บริหารแบบหนึ่ง แต่บ้านเราในบริบทปัจจุบันยังต้องการการงานและผู้บริหารแบบนั้นอยู่ต่อไปอีกหรือไม่