ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของหุ้นตัวแรกเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของนักลงทุนหน้าใหม่อย่างยิ่ง Pat Dorsey นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก Morning Star
แนะนำให้ใช้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของเจ้า (ROE) และ กระแสเงินสดอิสระ (Free cash flow) สำหรับการวิเคราะห์หุ้นตัวแรก
1. ROE คำนวณจากกำไรสุทธิต่อส่วนของเจ้าของ บ่งบอกถึงความสามารถในการทำกำไรและเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนที่บริษัทสามารถสร้างให้กับผู้ถือหุ้น
2. Free cash flow เกิดจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หลังหักค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capital expenditure)
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หาได้จากงบกระแสเงินสด บ่งบอกถึงเงินสดที่เราจับต้องได้จริงจากการทำมาหากิน กำไรสุทธิของธุรกิจนั้นไม่ถือเป็นเงินสด เพราะเกิดจากเงินสดหรือเงินเชื่อก็ได้ ดังนั้น รายได้ใดที่ได้มาเป็นเงินเชื่อจึงต้องตัดออก ด้านค่าใช้จ่ายก็เช่นกัน บางอย่างจ่ายจริง แต่บางอย่างไม่ได้จ่ายจริง เช่น ค่าเสื่อมราคา เมื่อเงินส่วนนี้ไม่ได้จ่ายจริง ย่อมกลายเป็นกระแสเงินสดจากการดำเนินงานด้วย เพราะเงินสดก้อนนี้ยังอยู่กับเราสามารถจับต้องได้ เจ้าหนี้การค้าก็เช่นกัน แม้จะต้องจ่ายแต่ก็ยังไม่ใช่ตอนนี้ เงินก้อนนี้ก็ยังอยู่ จึงกลายเป็นกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน พูดง่ายๆ คือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน บอกถึงเงินสดที่เหลือในมือเราจริงๆ จากการทำธุรกิจทั้งปี
แม้ว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะเป็นเงินสดจริงๆ แต่ยังไม่อิสระ เพราะต้องกันเงินไว้ส่วนหนึ่งสำหรับการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตให้กับกิจการ ค่าใช้จ่ายนี้เรียกว่าค่าใช้จ่ายในการลงทุน อยู่ในงบกระแสเงินสดจากการลงทุน หาได้จากงบกระแสเงินสด ดังนั้นเงินสดที่เหลือจึงเรียกว่ากระแสเงินสดอิสระ หรือ Free cash flow นั่นเอง เพราะบริษัทมีอิสระที่จะนำเงินส่วนนี้มาใช้จ่ายอะไรก็ได้ เช่น จ่ายเงินปันผล ชำระหนี้สิน หรือซื้อหุ้นคืน
จากตาราง พบว่า ROE และ Free cash flow ของ Wal-Mart สูงกว่าคู่แข่ง ดังนั้น Wal-Mart จึงมีความสามารถในการทำกำไร และสามารถสร้างเงินสดส่วนเกินให้แก่บริษัทสูง Wal-Mart จึงสมควรเป็นหุ้นตัวแรกอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตสำหรับ Free cash flow คือ
1. Free cash flow เกิดขึ้นหลังการหักค่าใช้จ่ายในการลงทุน ดังนั้น หาก Free cash flow สูงๆ ใช่จะเป็นเรื่องดีเสมอไป เพราะอาจหมายถึงกิจการไม่ได้ลงทุนเพื่อการเติบโตเลย ในขณะที่ Free cash flow ต่ำๆ ใช่จะเป็นเรื่องร้ายเสมอไป เพราะกิจการอาจนำเงินไปลงทุนเพื่อการเติบโตก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวแล้ว Free cash flow ควรเป็นบวกจึงจะมั่นคง ดังนั้น การวิเคราะห์ Free cash flow จึงต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายในการลงทุนประกอบด้วย
2. การตกแต่ง Free cash flow เป็นอีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม เช่น Free cash flow ของTarget ในปี 2014 ที่เพิ่มขึ้นจากปี 2013 อย่างเห็นได้ชัดเรื่องของเรื่องก็คือปลายปี 2013 Target ถูกโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต ทำให้ข้อมูลลูกค้ากว่า 70 ล้านคนรั่วไหล บริษัทต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมหาศาล ส่งผลให้หุ้นตกอย่างหนัก Target จึงขายบัญชีลูกหนี้ (Sales of account receivables) เพื่อนำเงินสดมาเพิ่มเงินปันผลและเพิ่มกระแสเงินสด เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น
3. Free cash flow ที่ไม่ได้เพิ่มจากการดำเนินธุรกิจหลักก็ไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน เช่น Free cash flow ของ Amazon ที่เพิ่มขึ้นในปี 2013 เกิดจากค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น
จากนั้นนำ ROE และ Free cash flow มาเขียนกราฟ โดยแกนตั้งเป็น Free cash flow และ แกนนอนเป็น ROE กราฟแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ประเภทที่ 1 ROE และ Free cash flow สูงทั้งคู่ หมายถึงบริษัทมีความมั่นคงสูง เพราะมีความสามารถในการทำกำไรและบริษัทสามารถสร้างเงินสดส่วนเกินได้สูง ประเภทที่ 2 ROE สูง Free cash flow ต่ำ หมายถึงมีการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตให้กับกิจการจนสร้างผลกำไร แต่มีความเสี่ยงสูงกว่าประเภทแรก ประเภทที่ 3 ROE ต่ำ Free cash flow สูง หมายถึงกิจการนำเงินสดส่วนเกินไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การลงทุนเพื่อการเติบโต บริษัทจึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก ประเภทที่ 4 ROE และ Free cash flow ต่ำทั้งคู่ หมายถึงบริษัทลงทุนสูงแต่ไม่สร้างผลตอบแทน กิจการประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงที่สุด
จากกราฟ Wal-Mart (WMT) มี ROE และ Free cash flow อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แสดงว่า Wal-Mart มีความสามารถในการทำกำไรสูงและสร้างเงินสดส่วนเกินให้กับบริษัทอีกด้วย จึงเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำเหมาะที่จะเป็นหุ้นตัวแรก
ผู้อ่านจะเห็นว่าเพียงเทคนิค Excel ที่ไม่ซับซ้อน ก็ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นแล้วนะครับ





