ถ้าคุณอยู่กับความเป็นจริงและไม่ได้มองโลกสวยแบบใส่แว่นสี ก็น่าจะรับรู้ได้ถึงปัญหาเศรษฐกิจซบเซาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ (และทั่วโลกด้วยซ้ำไป) ในเ
ในเวลานี้ โจทย์นี้ท้าทายนัก เพราะหากไม่รีบทำอะไร ผมเชื่อว่าธุรกิจจำนวนมากจะต้องล้มหายไปในไม่นาน และจะนำมาซึ่งคนเดือดร้อนเพราะตกงานมหาศาล
ผมใช้คำว่า “ภาวะเงินฟุบ” กับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะถึงแม้ว่าเงินในระบบสถาบันการเงินจะยังพอมีให้กู้ แต่ทั้งภาครัฐบาลและประชาชนต่างติดหล่มภาวะหนี้สิน ทำให้การใช้จ่ายต้องทำอย่างประหยัดที่สุด ส่วนภาคเอกชนก็ขาดกำลังใจที่จะลงทุนใหม่ แถมท้ายด้วยภาคส่งออกซึ่งเริ่มมีปัญหามากขึ้น เงินที่อยู่ในระบบจึงไม่สามารถใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ การปั๊มหัวใจคนไข้อาการโคม่าครั้งล่าสุดนี้ จึงดูเหมือนขาดประสิทธิผล หากผู้นำรัฐบาลยังคงใช้วิธีคิดและวิธีการเดิมๆ คงไม่อาจหาทางออกให้กับเศรษฐกิจไทยได้
การรักษาโรคเศรษฐกิจจำเป็นต้องรู้ถึงต้นเหตุของปัญหาและบอกความจริงให้หมอรักษาให้มากที่สุด ผมขอฟันธงเลยว่า เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเวลานี้ทั้งสี่ตัวล้วนติดขัดหมดแล้ว วิธีแก้ก็คงมีเพียงทำอย่างไรให้มีน้ำมันและน้ำมันหล่อลื่นไปทำให้เครื่องยนต์ที่เดินสะดุดกลับมาเดินราบเรียบได้อีกครั้ง
เลิกเถอะครับ...วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ยิ่งในวันนี้วันที่รัฐบาลมีอำนาจในมือล้นฟ้า เหตุใดจึงยังจะใช้วิธีกู้กับแจก ซึ่งไม่เคยทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทยที่เป็นฐานรากดีขึ้นสักครั้ง ทำกี่ครั้งก็ได้ผลเชิงจิตวิทยาระยะสั้น แล้วคนไข้ก็กลับมาสาหัสเหมือนเดิม
หลักง่ายๆ ในเมื่อผลผลิตมวลรวมประชาชาติ มาจากเครื่องยนต์สี่ตัวที่ติดขัด เราก็เข้าไปดูว่ามันติดขัดเพราะอะไร จะซ่อมหรือจะรื้อทิ้งเปลี่ยนใหม่ก็เท่านั้นเอง
เครื่องยนต์ที่หนึ่ง การบริโภคของประชาชน ในเมื่อประชาชนเป็นหนี้กันบานเบอะ ยิ่งข้าราชการด้วยแล้วก็กู้สวัสดิการกันจนเต็มสิทธิ์ ทางออกก็มีเพียงพักหนี้ (ซึ่งทำให้วินัยการใช้เงินประชาชนเสีย) กับทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น ซึ่งอย่างหลังน่าทำมากกว่า แต่นั่นหมายถึงควรให้คนไทยทำงานมากขึ้น สั่งไปเลยครับทุกหน่วยราชการต้องทำงานโอที จ่ายให้มากกว่ากฎหมายแรงงานด้วย (ปัจจุบันราชการไทยทำผิดกฎหมายแรงงานเองเสียมากมาย) จะได้ทำให้งานต่างๆ ที่คั่งค้างในระบบราชการถูกสะสางไปสักที (แทนการเพิ่มวันหยุด ที่เป็นการรักษาโรคผิดๆ) ถ้าราชการทำงานนอกเวลาและวันหยุด เดี๋ยวภาคเอกชนเขาก็ตามเองครับ นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องส่งเสริมธุรกิจและสินค้าที่เป็นของคนไทยให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการบริโภคและจ้างงานเพิ่มขึ้น กฎระเบียบบางอย่างที่ทำให้ธุรกิจคนไทยเจ๊งระนาว ควรทบทวนใหม่โดยเร็ว แค่เรื่องแรกนี้ รัฐบาลกล้าทำหรือเปล่า? ผมบอกได้เลยว่า ความกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องแต่ไม่อาจถูกใจคนบางกลุ่มเท่านั้น ที่จะแก้วิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ครั้งนี้ได้
เครื่องยนต์ที่สอง การลงทุนของเอกชน เอกชนจะลงทุนต่อเมื่อเห็นว่าทำไปแล้วได้กำไร แต่จากการที่ต้นทุนสูง ไม่ว่าที่ดิน ค่าแรง ที่แพงกว่าเท่าที่ควร ผสานกับค่าใต้โต๊ะที่ต้องจ่ายตลอดทาง ทำให้ไม่อยากจะลงทุนใหม่ ส่วนที่ทนทำอยู่ก็อยากเลิกไม่น้อย ผมถามว่ารัฐบาลกล้าไหมครับ ที่จะกดให้ราคาที่ดินลดลง (ซึ่งจะไปขัดกับนายทุนเจ้าของที่รวมทั้งธนาคารต่างๆ) หรือรัฐบาลมีให้เช่าถูกๆ เป็นเวลานานๆ แบบประเทศอื่น กล้าไหมครับปรับค่าแรงขั้นต่ำบางจังหวัดให้ต่ำกว่าสามร้อยบาทต่อวัน และจะมีวิธีการที่เป็นรูปธรรมในการปราบคอรัปชั่นอย่างจริงจัง กฎระเบียบและค่าใช้จ่ายตลอดจนภาษีที่ทำให้เกิดความยุ่งยากเกินความจำเป็นควรยกเลิกไปเสีย ส่วนเรื่องการขออนุญาตที่ล่าช้าที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลังท่านใหม่พูดถึงนั้น ผมว่านั่นแค่ปัญหาผิวหนังครับ และปัจจุบันก็มีกฎหมาย พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกผู้ติดต่อราชการออกบังคับใช้ด้วยแล้ว ปัญหาใต้ผิวหนังสำคัญกว่าเยอะครับ
เครื่องยนต์ที่สาม การลงทุนของรัฐบาล เงินงบประมาณปีละสองล้านล้านบาท เริ่มถูกใช้ไปกับหมวดเงินเดือนข้าราชการจำนวนมาก เพราะนโยบายให้ค่าแรงข้าราชการเพิ่มแต่ทำงานเท่าเดิม เลิกได้แล้วครับ ก่อนถึงวันที่รัฐบาลจะไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนเงินหมวดที่เป็นรายจ่ายการลงทุน จะต้องใช้ลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและภาคธุรกิจอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าระบบชลประทาน สาธารณูปโภค สาธารณสุข ฯลฯ กล้าไหมครับที่จะไม่ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะนำไปใช้รบกับใครได้ แล้วนำเงินก้อนโตนั้นมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นแทน
เครื่องยนต์ที่สี่ การส่งออก เรื่องนี้ผมเคยตั้งข้อสังเกตมานานแล้วว่า ส่งออกมากไม่ได้แปลว่าดี เพราะต้องดูกำไรด้วย และต้องดูว่าส่งออกอะไร ไม่ใช่ส่งออกทรัพยากรของชาติมากมาย รัฐบาลจะต้องส่งเสริมการส่งออกธุรกิจที่ทำให้คนไทยมีงานทำ และได้กำไรพอสมควร ตลอดจนไม่ทำลายธรรมชาติ ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องตั้งเป้าหมายตัวเลขส่งออกให้สูงๆ และเศรษฐกิจของไทยจะต้องไม่พึ่งการส่งออกจนมากเกินไป แต่ก็จำเป็นที่จะต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ทำธุรกิจทุกประเภท โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ประวัติดี และต้องไม่ล่าช้าในการทำงานในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การผ่าตัดระบบราชการกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ รัฐบาลต้องมีมาตรการส่งเสริมให้ธุรกิจคนไทยสู้กับธุรกิจชาวต่างชาติได้ (อย่าทำกลับกัน) ต้องลดต้นทุนการผลิตสำหรับผู้ประกอบการลงให้มาก เช่น ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าน้ำร้อนน้ำชา ฯลฯ ต้องสร้างค่านิยมไทยขึ้นมาใหม่ให้ได้ ผืนแผ่นดินไทยมีทรัพย์ที่มีคุณค่าอนันต์ แต่กลับนำมาใช้ประโยชน์ได้น้อยมาก ตึกแถวและที่ดินรกร้างมีอยู่ทั่วประเทศ แม้ขนาดแฟลตโครงการเอื้ออาทรที่สร้างไม่เสร็จก็มี ทรัพย์สินกรมบังคับคดีที่ขายไม่ออกเพราะไม่ยอมลดราคาลงมา ถ้าไม่หาทางเร่งรัดบังคับให้เกิดอรรถประโยชน์ น้ำฝนแต่ละปีไหลทิ้งลงทะเลโดยไม่หาทางเก็บ ดังนั้น หากไม่หาทางจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่มาสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ก็คงหวังได้ยากครับว่า เราจะกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่นี้ไปได้ !






