วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กทม: บริหารอย่างไร ให้ได้ผลกว่าเดิม

ปัญหาหลากหลาย ที่ชาวกรุงเทพฯ เกือบ 10 ล้านคนต้องประสบในชีวิตประจำวัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง รถติด น้ำท่วม ขยะ การศึกษา อาหาร สาธารณสุข ความปลอดภัย ฯลฯ ดูเหมือนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและทีมผู้บริหาร กทม.. มีหน้าที่ต้องเข้าไปรับผิดชอบ หรือมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบอยู่เสมอ 

ประชาชน ก็มีความคาดหวังสูงและต้องการเห็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและคณะผู้บริหาร สามารถแก้ปัญหาหลากหลาย ให้เห็นผลรวดเร็วและชัดเจน แต่ความเป็นจริง มักไม่เป็นเช่นนั้น ผลก็คือ กทม. ถูกตั้งคำถามจากสังคมบ่อยครั้งว่า ทำไมไม่ทำนั่น ทำไมไม่ทำนี่ ทำไมแก้ปัญหาชักช้า ฯลฯ

ก็น่าเห็นใจผู้บริหาร กทม. ที่ถูกประชาชนและสื่อมวลชนตำหนิบ่อยครั้ง แต่คนที่มีโอกาสได้รับรู้ ว่ากทม. ต้องประสบกับข้อจำกัดและอุปสรรคอย่างไรบ้าง ก็จะเริ่มเข้าใจว่า คนที่เป็นผู้ว่าราชการ กทม.และผู้บริหารกทม. นั้น ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด ในการปฏิบัติภารกิจหลากหลาย เพื่อให้ได้ผลสมกับความคาดหวังของประชาชน

ผู้บริหารกทม. ท่านหนึ่งกล่าวในการบรรยายให้คณะนักศึกษาหลักสูตรมหานคร รุ่นที่ 4 ฟังว่า ปัญหาที่น่าจะแก้ไขได้ไม่ยาก อย่างเช่นสายไฟและสายอื่นๆ ที่พันกันระเกะระกะ รกตาจนน่าเกลียดนั้น มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย แถมยังเล่าเรื่องจริงที่ฟังแล้วน่าขบขันว่า ถ้าหากเสาไฟในกรุงเทพฯ เกิดล้มลงมาสัก 1 เสา ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเสาไฟนั้น นอกจากกทม.แล้ว ยังมีอีกเกือบ 40 หน่วยงานเลยทีเดียว ลองคิดดูว่า กว่าจะแก้ปัญหาเสาไฟหนึ่งเสา ได้เสร็จสิ้น จะต้องเหน็ดเหนื่อยกันสักเพียงใด มิน่าเล่า เราจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมจึงต้อง ขุด... กลบ... ขุด... กลบ.......

วิทยากรอีกท่านหนึ่งเล่าว่า แม่ค้าหาบเร่ที่ขายของอยู่บนทางเท้านั้น เมื่อใดที่เทศกิจเข้าไปจับกุม ก็เพียงแค่หาบของ ลงไปยืนบนขอบถนน แค่นี้เจ้าหน้าที่เทศกิจ ก็จับไม่ได้แล้ว เพราะตรงนั้นเป็นพื้นที่จราจรซึ่งอยู่ในอำนาจของตำรวจ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าจับกุม แม่ค้าก็ขยับขึ้นมายืนบนทางเท้า ตำรวจก็จับไม่ได้เช่นกัน เพราะตรงนั้นเป็นอำนาจของเทศกิจ เรื่องอย่างนี้ ฟังแล้วรู้สึก ขำกลิ้ง

ฟังวิทยากรบรรยายไปเกือบห้าสิบคน เล่าเรื่องราวต่างๆหลากหลายแล้ว ผู้เข้าเรียนก็เห็นประเด็นตรงกันว่า ที่กรุงเทพมหานคร ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ทั้งๆที่ทำงานกันแสนจะเหน็ดเหนื่อย) ก็เพราะมีข้อจำกัดมากมายในทางปฏิบัติ ทั้งข้อจำกัดด้านกฏหมาย ด้านงบประมาณ ด้านนโยบาย ด้านความสัมพันธ์กับรัฐบาล ฯลฯ

จากนั้นก็ระดมความคิด เพื่อแสวงหารูปแบบและวิธีการทำงาน ว่าบนเงื่อนไขข้อจำกัดทั้งหลายที่ กทม. ต้องประสบอยู่นั้น ทำอย่างไรจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ผลงานมากกว่าเดิมและดีกว่าเดิม ที่สำคัญก็คือให้เหนื่อยใจน้อยลงด้วย ซึ่งในที่สุดก็สรุปออกมาได้ว่า ระบบการทำงานที่ผ่านมานั้น มีปัญหาหลักข้อหนึ่งก็คือ ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของกทม. ยังไม่ได้รับการสนับสนุนในระดับนโยบายจากรัฐบาลเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่รัฐบาลกับผู้ว่าราชการ กทม. มาจากคนละพรรคการเมือง

อดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ถึงกับเอ่ยปากว่า ในระหว่างที่ตนดำรงตำแหน่งอยู่นั้น ไม่เคยได้ยินแผนยุทธศาสตร์ หรือเรื่องราว หรือแผนงานใดๆของ กทม. เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ได้รับทราบเลย แล้วอย่างนี้จะเกิดการสนับสนุนในระดับนโยบายจากรัฐบาล ได้อย่างไร

ดังนั้น ข้อเสนอแรกก็คือ กทม. ควรนำแผนยุทธศาสตร์ทั้งระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว รวมทั้งภารกิจสำคัญ ที่จะต้องปฏิบัติ ในปีนั้นๆ และการสนับสนุนที่อยากจะได้รับจากกระทรวง หรือหน่วยงานต่างๆ นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ปีละครั้ง เพื่อให้ ครม. รับทราบ ให้ข้อคิดเห็น และให้ข้อสังเกต ตรงนี้ก็จะเกิดการเกี่ยวโยงกันมากขึ้นในระดับนโยบายของรัฐบาล กับภารกิจและทิศทางของการบริหารงาน กทม. รวมทั้งได้รับการสนับสนุนในอนาคต

ส่วนระดับอำนวยการและปฏิบัติการนั้น ปัจจุบันคณะกรรมการชุดต่างๆที่ผู้ว่าราชการ กทม. ได้แต่งตั้งขึ้น ในทางปฏิบัติก็ไม่ค่อยจะได้ผลนัก เพราะผู้บริหารหน่วยงานอื่น.มักส่งเพียงผู้แทน เข้าร่วมประชุมเท่านั้น จึงหวังผลสำเร็จค่อนข้างยาก ขณะเดียวกันปัญหาหลายอย่างที่ กทม. ต้องแก้ไข เช่นการจราจรและระบบขนส่ง หรือการบริหารจัดการน้ำ ฯลฯ ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดใกล้เคียง 5 จังหวัด จำเป็นต้องแก้ปัญหาร่วมกันแบบบูรณาการ แต่บ่อยครั้งที่ทำได้ยากมาก เพราะต่างฝ่ายต่างทำ ขาดการเชื่อมโยงประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นข้อเสนอต่อไปก็คือ ควรออกพระราชบัญญัติจัดตั้ง หรือมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้จัดตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาอภิมหานคร” (คพอ) โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หรือมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และผู้ว่าราชการ กทม. เป็นรองประธาน หรืออาจเป็นกรรมการและเลขานุการ ก็ได้ กรรมการอื่นประกอบด้วยผู้ว่าราชการ 5 จังหวัดข้างเคียง (ซึ่งเมื่อรวมกับกรุงเทพฯ แล้ว ก็คือ “อภิมหานคร” นั่นเอง) นอกจากนั้นก็อาจมีรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็น รวมทั้งภาคเอกชน และประชาสังคม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการบริหารเมือง

คพอ. จะทำหน้าที่อำนวยการในการแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอภิมหานคร โดยการตั้งอนุกรรมการชุดต่างๆเช่นด้านคมนาคม ด้านสาธารณสุข ด้านบริหารจัดการน้ำ ฯลฯ และ คพอ.ประชุมทุก 3 เดือน เพื่อรับทราบและสนับสนุนการทำงานของคณะอนุกรรมการให้บังเกิดผล

ส่วนปัญหาในระดับเขตนั้น ที่ผ่านมาความร่วมมือของเขตต่างๆกับหน่วยงานอื่น ค่อนข้างจะดำเนินไปด้วยดี จึงพึงรักษาแนวทางนี้ไว้ ขณะเดียวกัน ถ้าหากปัญหาของเขตใด เกี่ยวข้องโยงใยกับปัญหาของจังหวัดข้างเคียง ก็ควรมีการทำ “บันทึกความร่วมมือ” ระดับทวิภาคี หรือไตรภาคี กับจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้น

ความจริงแนวทางในการบริหารกทม. เป็นเรื่องใหญ่ และไม่อาจสรุปได้ด้วยบทความสั้นๆเพียงเท่านี้ แต่เมื่อพื้นที่มีจำกัด ก็นำเสนอแนวทางที่ได้ช่วยกันคิดว่าจะมีประโยชน์ต่อสังคม ได้เพียงแค่นี้แหละครับ

หวังว่าผู้มีส่วนได้เสีย จะช่วยกันคิดต่อ ทำต่อ นะครับ!