ตลาดร่วมดิจิทัลหรือ Digital Single Market(DSM) เป็นนโยบายสำคัญลำดับต้นๆ ของอียู
ที่มุ่งหมายให้ตลาดการค้าในอียูรวมเป็นตลาดร่วม ซึ่งสินค้า บริการ และเงินทุน สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเสรี ปราศจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ทำให้ตลาดมีศักยภาพการแข่งขันเพิ่มขึ้น อัตราการจ้างงานสูงขึ้น และบรรดาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจยุโรปเติบโตดีขึ้น โดยใช้การค้าออนไลน์ (E-Commerce) เป็นปัจจัยสนับสนุนเและผลักดันให้อียูเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)
อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน E-Commerce ในอียูยังมีอุปสรรคอยู่หลายประการ เช่น กฎหมายที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศสมาชิก การละเมิดลิขสิทธิ์และข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค และข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ เป็นอุปสรรคสำคัญของตลาดร่วม ในขณะที่ E-Commerce ภายในประเทศสามารถจัดส่งสินค้าได้สำเร็จร้อยละ 97 จากการสั่งซื้อทั้งหมด การสั่งซื้อสินค้าและบริการออนไลน์จากประเทศอื่นในอียู สามารถจัดส่งได้เพียงร้อยละ 48 เท่านั้น สาเหตุเกิดจากผู้ค้าบางรายปฏิเสธที่จะขายสินค้าและบริการแก่ผู้ซื้อที่อยู่นอกพื้นที่การขาย หรือกันผู้ซื้อออกจากหน้าเว็บไซต์ และส่งผ่านไปยังเว็บไซต์ท้องถิ่นที่ผู้ซื้ออาศัยอยู่ ซึ่งราคาและความหลากหลายของสินค้าอาจแตกต่างกัน โดยใช้ IP Address เป็นตัวบอกตำแหน่งที่อยู่ของผู้ซื้อ เพื่อกำหนดและแบ่งแยกราคา ทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อของที่เหมือนกันทุกอย่างในราคาที่แตกต่างกัน เพียงเพราะประเทศที่อาศัยอยู่ ซึ่งผิดหลักการของตลาดร่วมที่อียูมุ่งหวังไว้อย่างมาก
หากมองในแง่มุมของผู้ค้าหรือผู้ให้บริการ ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ค้าต้องทบทวนหรือหลีกเลี่ยงการขายสินค้าและบริการในภูมิภาคอื่น เนื่องจากปัญหาค่าขนส่งพัสดุที่มีราคาสูง ทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น และความสามารถในการแข่งขันลดลง
ณ ปัจจุบัน ค่าขนส่งพัสดุมีราคาแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากปริมาณพัสดุที่ขนส่งมีจำนวนน้อย อัตราส่วนค่าบริการต่อชิ้นจะยิ่งสูงขึ้น สิ่งนี้ทำให้ผู้ประกอบการของอียู ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ส่งของจำนวนมาก หรือมีระบบจัดจำหน่ายของตัวเอง ยังไม่รวมถึงระบบการขนส่งที่ล่าช้า ไม่ตรงเวลา สินค้าชำรุดเสียหาย หรือสูญหายระหว่างทาง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการทำงาน และภาพลักษณ์ของผู้ประกอบการ จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ผู้ค้าเลือกที่จะไม่ทำ E-Commerce นอกภูมิภาค
อียูมองเห็นว่า ต้นตอของปัญหาเหล่านี้อยู่ที่เครือข่ายการขนส่งเป็นหลัก แม้ว่าแต่ละประเทศสมาชิกในอียู มีผู้ให้บริการขนส่งพัสดุอยู่หลายราย ตั้งแต่ที่ทำการไปรษณีย์ บริษัทขนส่งพัสดุภาคเอกชน บริษัทขนส่งพัสดุแบบเร่งด่วน บริษัทขนส่งแบบให้บริการทั่วโลก ฯลฯ อย่างไรก็ดี ระบบขนส่งของผู้ให้บริการแต่ละองค์กรนั้นแตกต่างกัน ทั้งในระบบการจัดการ อัตราค่าขนส่ง ระบบการสื่อสารที่ใช้ ซึ่งโดยปกติแล้ว การขนส่งข้ามภูมิภาคนั้น ต้องใช้บริษัทขนส่งประมาณสองรายขึ้นไป หากไม่มีการปรับปรุงระบบของบริษัทขนส่งต่างๆ ให้สอดคล้องกัน จะเสียทั้งเวลาและค่าขนส่ง เนื่องจากการทำงานที่ซ้ำซ้อน ระหว่างบริษัทขนส่งแต่ละราย ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าในแต่ละประเทศจะมีผู้ให้บริการขนส่งอยู่หลายราย แต่ละรายไม่ได้ยื่นข้อเสนอที่ดีให้แก่ผู้ใช้บริการเลย ค่าบริการที่แพงไม่ได้สะท้อนถึงการจัดการที่ดี สะดวกหรือรวดเร็ว แต่เกิดจากระบบการจัดการที่คลุมเครือและซับซ้อน ของการทำงานของแต่ละบริษัท อีกทั้งเนื่องจากการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ดีพอ ทำให้ผู้ใช้บริการมักจดจำบริษัทขนส่งได้เพียงแค่หนึ่งบริษัท จากอย่างน้อยสามบริษัทที่ให้บริการ และไม่ทราบว่ามีบริการชนิดใดบ้าง ที่สอดคล้องกับประเภทการขนส่งที่ต้องการใช้
อียูจึงจำเป็นต้องปรับปรุงข้อมูลบริการขนส่งให้แพร่หลายและไปถึงผู้ใช้งานมากขึ้น โดยระบุเป็นแนวทางการพัฒนาและแก้ไขอุปสรรคของการซื้อขายนอกภูมิภาค โดยเน้นเป้าหมายการปรับปรุงไปที่คุณภาพการขนส่ง ความพร้อมในการให้บริการ ราคาที่สมเหตุสมผล รวมไปถึงการรับฟังและแก้ไขปัญหากรณีที่มีการร้องเรียน และความโปร่งใสของข้อมูลการบริการที่เสนอให้ผู้ใช้บริการ สิ่งเหล่านี้จะทำให้อัตราค่าขนส่งลดลง สะดวกรวดเร็วและติดตามผลได้ง่าย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคมั่นใจกับ E-Commerce มากขึ้น
สำหรับสินค้าที่จับต้องไม่ได้ เช่น สื่อดิจิทัล ที่ไม่ต้องพึ่งพาระบบขนส่ง ก็มีปัญหาจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์เช่นกัน คือ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่สามารถดาวน์โหลดหรือเข้ารับชมสื่อดิจิทัล ที่สมัครสมาชิกไว้จากประเทศที่ตนอาศัยอยู่ ขณะเดินทางไปต่างประเทศได้ อีกทั้งผู้บริโภคบางรายที่ต้องการจะดาวน์โหลดสื่อดิจิทัลจากประเทศอื่นๆ ในอียู ก็ไม่สามารถทำได้ หรือถูกส่งผ่านไปยังเว็บไซต์ท้องถิ่น ซึ่งเสนอแพ็คเกจที่แตกต่างกันออกไป
ปัญหาหลักเกิดจากข้อจำกัดทางลิขสิทธิ์ ที่เจ้าของสื่อตกลงกับผู้จัดจำหน่าย และผู้รับสิทธิ์การออกอากาศ ซึ่งโดยมากมักถูกจำกัดภายในประเทศที่กำหนด และอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศนั้นๆ สื่อดิจิทัลประเภทภาพยนต์หรือละครทีวี อาจขายลิขสิทธิ์ตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อนำเงินที่ได้จากผู้แทนจำหน่ายมาใช้ผลิตสื่อ รายการถ่ายทอดสดกีฬา ค่าลิขสิทธิ์จะแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ขึ้นกับประเภทกีฬาว่า เป็นที่นิยมในประเทศนั้นเพียงใด ประเภทเพลง หากเป็นเพลงภาษาอังกฤษจะแพร่หลายมากกว่าภาษาอื่น แต่สำหรับเพลงภาษาอื่นๆ ผู้จัดจำหน่ายและผู้รับสิทธิ์การออกอากาศ จะเลือกขอลิขสิทธิ์เฉพาะในประเทศที่มีความสอดคล้องด้านภาษาและวัฒนธรรม และหากเป็นหนังสือ สำนักพิมพ์จะได้สิทธิ์ตีพิมพ์ในแต่ละภาษาและให้ลิขสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายแก่ผู้จัดจำหน่ายในหลายประเทศ แต่อาจมีการจำกัดประเทศในการตีพิมพ์สำหรับหนังสือออนไลน์ การให้ลิขสิทธิ์ที่หลากหลายและแตกต่างกันในทุกรายละเอียดนี้ เป็นอุปสรรคให้การซื้อขายสื่อออนไลน์ยังไม่เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น
กฎหมายลิขสิทธิ์มีบทบาทสำคัญ ที่จะปรับปรุงให้ตลาดร่วมการค้าออนไลน์ มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการปกป้องสิทธิ์ของเจ้าของผลงาน ในขณะเดียวกัน ก็ลดขั้นตอนการขอใช้ลิขสิทธิ์ที่ซับซ้อน และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคมากขึ้น โดยการร่างกฎหมายลิขสิทธิ์และกฎหมายรองรับอื่นๆ และจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด ซึ่งได้จัดทำไปบ้างแล้ว เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ของผลงานที่สืบหาเจ้าของไม่เจอ (Orphan Works Directive) และข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการสิทธิ์ของอุตสาหกรรมเพลง (Directives of Collective Right Management) จุดประสงค์เพื่อให้การจัดการลิขสิทธิ์ในหลายๆ ประเทศเป็นมาตรฐานเดียวกัน
เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านตลาดร่วมดิจิทัล ยังมีอีกหลายแง่มุมที่อียูต้องปรับปรุงและพัฒนาต่อไป ไม่เพียงเรื่องข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ แต่ในทุกๆ แง่มุมที่เอื้อประโยชน์ให้การสร้างตลาดร่วมเป็นไปได้ในทางปฏิบัติและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการสูงสุด เพื่อให้ตลาดร่วมยุโรปมีศักยภาพในการแข่งขันในยุคดิจิทัล หากประสบผลสำเร็จ อียูจะมีอำนาจต่อรองกับประเทศต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำด้านสื่อดิจิทัลต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ เพลง ละครทีวี ฯลฯ
แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากการเป็นตลาดร่วมดิจิทัลของอียูนี้ แต่การศึกษาและติดตามสถานการณ์ของอียู เกี่ยวกับเรื่องตลาดร่วมดิจิทัล จะช่วยให้ทุกภาคส่วนของไทยที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้ รับรู้ถึงพัฒนาการของอียู ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดในภายภาคหน้า รวมไปถึงเตรียมตัวรับมือกับกฎระเบียบข้อบังคับบางบท ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการพัฒนาไปสู่การเป็นตลาดร่วมของอียู เช่น การป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ที่รัดกุม และเป็นแบบแผนมากขึ้นของสื่อดิจิทัล เป็นต้น
ท่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปได้ทาง www.thaieurope.net หรือติดตามรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจาก Twitter ”@thaieurope-news” และ Facebook “thaieurope.net”






