น้อยครั้งมากที่จะกล่าวถึงการบริหารจัดการในส่วนของอำนาจตุลาการ ส่วนใหญ่จะเป็นการให้เกียรติการตัดสินใจของคณะกรรมการ
ตุลาการศาลยุติธรรม หรือ กต.และวงการภายนอกจะไม่เข้าไปก้าวก่าย
สองเรื่องที่เป็นประเด็น และอาจเป็นประเด็นเกี่ยวกับคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เรื่องหนึ่งคือ การที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอให้เพิ่มจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก (ที่มิใช่ผู้พิพากษา) เข้าเป็นกรรมการของ กต.ที่ได้รับการคัดค้านไม่เห็นด้วยจากผู้พิพากษาจำนวนมาก ซึ่งในที่สุดก็ดูเหมือนว่า คณะกรรมาธิการยกร่างจะยอมรับให้กลับไปเป็นอย่างเดิม แต่ก็คงต้องติดตามว่า ในที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไร ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่อาจเป็นประเด็นได้คือ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม ในการสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาตามระเบียบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการสอบคัดเลือกและทดสอบความรู้ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการ ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ.2558 ซึ่งแม้จะมีผู้เกี่ยวข้องในวงจำกัด แต่ก็เป็นที่กล่าวขวัญถึงความเสมอภาคและความเป็นธรรมอยู่ไม่น้อย
ประเด็นอยู่ที่ว่า ปัจจุบัน กต.ได้มีวิธีคัดเลือกบุคคลเข้าสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาหลายรูปแบบด้วยกัน เป็นที่เข้าใจว่า เนื่องจากฝ่ายตุลาการต้องการผู้พิพากษาที่มีพื้นฐานความรู้ความชำนาญที่หลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของประเทศ จึงได้เปิดกว้างและจัดรูปแบบคุณสมบัติตามที่ต้องการ แต่เมื่อทุกคนได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกหรือทดสอบแล้ว ก็จะต้องเป็นน้ำเดียวกัน และเท่าเทียมกันในการปฏิบัติหน้าที่ และไต่เต้าขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น ตามหลักอาวุโสและความรู้ความสามารถอันเป็นที่ประจักษ์ แต่ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ การจัดลำดับของผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกและทดสอบความรู้ ดูเหมือนจะเริ่มต้นที่ไม่เสมอภาค และไม่เป็นธรรมเสียแล้ว
พิจารณาจากระเบียบ กต.ล่าสุด ข้างต้นพบว่า ตาม ข้อ 8 วรรคสอง มีใจความว่า “ในกรณีที่ กต.กำหนดให้มีการสอบคัดเลือกของผู้สมัครตามมาตรา 27 กับการทดสอบความรู้ของผู้สมัครตามความในมาตรา 28(2) (ก) ถึง (ช) และผู้สมัครตามความในมาตรา 28(2) (ก)(ข) ในคราวเดียวกัน ให้คณะกรรมการจัดให้มีการสอบผู้สมัครทุกประเภทในวันเดียวกัน โดยมีข้อสอบสำหรับผู้สมัครแต่ละประเภทแยกต่างหากจากกัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการออกข้อสอบที่กำหนดในระเบียบนี้”
และในข้อ 40 มีใจความว่า “ในกรณีที่ กต.เห็นชอบการสอบคัดเลือกและทดสอบความรู้ในคราวเดียวกัน ให้บรรจุผู้สมัครสอบตามความในมาตรา 27 ผู้สมัครทดสอบความรู้ตามความในมาตรา 28(2) (ก) ถึง (ช) และผู้สมัครทดสอบความรู้ตามความในมาตรา 28 (ก)(ข) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543ตามลำดับ”
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผู้สมัครสอบคัดเลือกและผู้สมัครเข้าทดสอบทั้งสามรูปแบบ มีความแตกต่างในเชิงคุณสมบัติอย่างมาก คุณสมบัติหลักๆ ของผู้สมัครตามมาตรา 27 คือ ผู้สมัครทั่วไปที่จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ในประเทศและเนติบัณฑิตไทย ผู้สมัครตามมาตรา 28(2) (ก) ถึง (ช) คือผู้จบปริญญาโทหรือเอกนิติศาสตร์ภายในประเทศ หรือรวมทั้งในและนอกประเทศ ที่ใช้เวลาเรียนไม่น้อยกว่าสองปีการศึกษา และเนติบัณฑิตไทย และผู้สมัครตามมาตรา 28(2) (ก)(ข) คือผู้จบปริญญาโทหรือเอกนิติศาสตร์ขึ้นไปจากต่างประเทศทั้งหมด ที่ใช้เวลาเรียนไม่น้อยกว่าสองปีการศึกษา และเนติบัณฑิตไทย ซึ่งผู้สมัครสอบคัดเลือกและผู้เข้าทดสอบจะต้องมีคุณสมบัติอย่างอื่นครบถ้วนตามที่ระเบียบฯกำหนดด้วยอีกต่างหาก จึงทำให้มองว่า เหตุใดผู้สมัครสอบคัดเลือกที่มีคุณสมบัติต่ำสุด คือตามมาตรา 27 ผู้ที่จบปริญญาตรีได้รับการบรรจุก่อน ผู้เข้ารับการทดสอบตามมาตรา 28(2) (ก) ถึง (ช) ซึ่งจบปริญญาโท/เอกในประเทศ ได้รับการบรรจุเป็นลำดับที่สอง และผู้เข้าทดสอบตามมาตรา 28(2) (ก)(ข) ซึ่งมีวุฒิการศึกษาสูงสุด และจบปริญญาโท/เอกจากต่างประเทศ ได้รับการบรรจุท้ายสุด
ดูเหมือนตรรกะของการจัดลำดับการบรรจุ เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดพิสดารไม่น้อย และเชื่อว่าบุคคลทั่วไปไม่อาจเข้าใจแนวคิดนี้ ความสำคัญของการจัดอันดับในวงการตุลาการ มีผลอย่างสูงถึงการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งในหน้าที่การงานตลอดชีวิต เพราะยึดหลักอาวุโส ใครบรรจุก่อนก็จะได้รับการพิจารณาก่อน นั่นหมายความว่า ถึงผู้สมัครเข้าทดสอบมีความรู้สูงกว่าผู้สมัครสอบวุฒิปริญญาตรี ก็ต้องตามหลังตามลำดับขั้น ทั้งๆ ที่สอบพร้อมกัน ในคราวเดียวกัน และมีคะแนนสูงเช่นกัน เพราะตามระเบียบจะถูกจัดชั้นให้อยู่ในลำดับหลังเมื่อมีการบรรจุ
เมื่อหันมาพิจารณาวิชาที่สอบทั้งสามกลุ่ม จะมีวิชาบังคับสอบเหมือนกันหมดรวมห้าวิชา คือกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน แต่จำนวนข้อสอบในแต่ละวิชาไม่เท่ากัน ในขณะเดียวกัน ทั้งสามกลุ่มจะมีวิชาเลือกให้สอบแตกต่างกันไปอีกหลายวิชา เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีความเห็นว่า สิ่งที่ควรจะนำมาเทียบเคียงจัดลำดับการบรรจุ จึงน่าจะพิจารณาจากวิชาที่ทุกคนสอบเหมือนกันมาเป็นหลักในการเปรียบเทียบ โดยการจัดกระทำให้อยู่ในเกณฑ์วัดที่เปรียบเทียบกันได้ ซึ่งน่าจะได้รับการยอมรับมากกว่า
วิธีการที่ดีที่สุดคือ การทำให้คะแนนของผู้สอบในแต่ละกลุ่ม เป็นคะแนนมาตรฐานเดียวกัน โดยทำให้เป็นรูปร้อยละทั้งห้าวิชา แล้วนำค่าที่แปลงมาเป็นรูปร้อยละนั้น มาเปรียบเทียบกันอีกครั้ง อาทิ กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ผู้สอบตามมาตรา 27 สอบ 6 ข้อ ผู้สอบตามมาตรา 28(2)(ก) ถึง (ช) สอบ 3 ข้อ และผู้สอบตามมาตรา 28(2)(ก)(ข) สอบ 2 ข้อ ก็นำคะแนนของทุกคนมาแปลงเป็นค่าร้อยละ แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบจัดลำดับ เช่นนี้จึงอาจเป็นไปได้ว่า ผู้ที่สอบในกลุ่มที่สาม ก็อาจมีลำดับสูงกว่ากลุ่มที่หนึ่ง ซึ่งจะสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมได้มากขึ้น ส่วนวิชาเลือกอื่นๆ นั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ เพราะแต่ละกลุ่มมีวิชาเลือกหลายวิชาที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำมาพิจารณา ในการเปรียบเทียบจัดลำดับ แต่เป็นเรื่องที่จะใช้พิจารณาการสอบผ่านสำหรับกลุ่มนั้นๆ เท่านั้น
ไม่ได้ต้องการจุดประเด็นร้อนให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม แต่ถ้าระบบไม่ได้ตั้งอยู่ที่ความเสมอภาค และความเป็นธรรมตั้งแต่ต้นแล้ว ก็อาจทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่า เรื่องอื่นๆ ในวงการศาลยุติธรรมจะเป็นอย่างไรนอกจากนี้ ใคร่ขอฝากแนวความคิดนี้ไปยังองค์กรอื่น เช่น คณะกรรมการอัยการ หรือ กอ.ที่มักเกาะติดกับระเบียบของ กต.ด้วย ว่า ระบบเช่นว่านี้จะสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมให้กับผู้สมัครสอบคัดเลือกเป็นผู้ช่วยอัยการด้วยหรือไม่
(หมายเหตุ บทความนี้เป็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวกับการเป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการสังเคราะห์ประเด็นปฏิรูป สภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่อย่างใด)





