ห้วงเวลาใช้กรรมของยุโรป

ปัญหาคลื่นผู้ลี้ภัยจากแอฟริกาเหนือ ข้ามฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นการอพยจากคนต่างชาติพันธุ์ศาสนา
เข้าสู่ยุโรปครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งสอง และการเคลื่อนย้ายหน้านี้ในประวัติศาสตร์ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนโครงการประชากร หรือสภาพแวดล้อมชุมชนของหลายประเทศได้ทีเดียว ทำไมยุโรปถึงต้องทำเช่นนั้น ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาคืออะไรกันบ้าง และเรื่องทั้งหมดนี้มีแนวโน้มว่าจะจบอย่างไร เป็นประเด็นที่น่าสนใจใคร่รู้ แต่คงไม่เกี่ยวอะไรกับบาปบุญคุณโทษอย่างที่จั่วหัวไว้
ถ้าจะมองในแง่ของกรรม หรือแง่ของทำอะไรมาด้วยเหตุ ก็ต้องรับผลที่ตามมา เหตุการณ์อพยพใหญ่คราวนี้ไม่น่าที่จะกล่าวได้เต็มปาก ไม่เหมือนกับที่อังกฤษต้องยอมรับชาวฮ่องกงหลายแสน ให้อาศัยอยู่ในประเทศของตน หลังจากฮ่องกงถูกส่งมอบให้จีนในปี 2540 หรือการที่ฝรั่งเศสต้องชดใช้ การที่เคยยึดครองอัลจีเรียและอินโดจีน จนต้องผ่อนปรนให้อดีต “คนในบังคับ” อาศัยในแผ่นดินของตนได้ บางคนอาจอ้างว่าเป็นเพราะชาติตะวันตกไปเกี่ยวข้องร่วมก่อสงครามในซีเรีย อิรักและลิเบียนั่นเอง ที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นวุ่นวายอยู่จนทุกวันนี้ จึงควรรับผู้ลี้ภัยการศึกไปอยู่ในที่ปลอดภัยซะดีๆ แต่เมื่อมองถึงคุณค่ายึดถือ (Value) ของชาวยุโรปมีมากกว่านั้น เขาจึงไม่พยายามถีบส่งผู้ลี้ภัยออกไปตายกลางทะเลหรือที่ไหนก็ช่างที่ไม่ใช่แผ่นดินตน
ชาวยุโรปนั้นจำนวนไม่น้อยถือเรื่องของภาระของคนขาว (Whiteman’s Burden) ที่ถึงจะยกว่าตัวเองเหนือกว่าคนผิวอื่น แต่ก็มีภาระหน้าที่ที่เกิดมาสูงกว่าด้วย คือการที่ต้องช่วยเหลือคนด้อยกว่า งานนี้ในอดีตอาจกระทำการผิดที่ผิดทาง เช่น ไปรุกรานดินแดนโพ้นทะเล ครอบครองทรัพยากรโลกที่สาม แต่ก็พัฒนาคนพื้นเมืองให้มีชีวิตเป็นอยู่ ความรู้และสถานะที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ค่านิยมแบบตะวันตกอย่างเช่นประชาธิปไตย รักษาสภาพแวดล้อม หรือสิทธิมนุษยชน ถูกผลักดันให้ไปใช้กับชาติอื่นและคนเผ่าพันธุ์อื่นอย่างเข้มแข็งได้นั้น ไม่ใช่เกิดจากพวกหน้าไหว้หลังหลอก (Hypocrite) หรือพวกโลกสวยอย่างเดียว แต่มาจากความตระหนักในภาระคนขาวด้วย
แต่การที่ยุโรปต้องแบกรับปัญหาคนต่างถิ่นเข้าไปอาศัยอย่างเท่าเทียมกับคนท้องถิ่น มีสิทธิในกฎหมาย มีเสรีการดำรงชีวิตในระดับหนึ่งนั้น กำลังสร้างปัญหาสังคมแก่ประเทศเหล่านี้อย่างมาก จริงๆ แล้วเมืองใหญ่ๆ ของอังกฤษ ฝรั่งเศสหรือเยอรมัน มีประชากรที่มิได้นับถือคริสต์ หรือมีเชื้อสายฝรั่ง เป็นจำนวนมาก ความรู้สึกแบ่งแยกระหว่างคนคริสต์/ฝรั่ง กับ “คนนอก” ยิ่งเยอะตาม โดยเฉพาะการที่สังคมโดนแรงกระทบจากคนสองกลุ่มหลักก็คือ การที่กลุ่ม “คนนอก” ที่ถือกำเนิดบนแผ่นดินยุโรปเอง ที่เรียกว่าพวก Homegrown มีจำนวนมากขึ้น โดยได้สิทธิเท่ากันกับคนท้องถิ่นทุกอย่าง กับพวกผู้อพยพจากต่างถิ่นที่เข้ามามหาศาลเช่นกันในรอบหลายปีมานี้ ยิ่งแห่กันเข้ามามาก ยิ่งก่อให้เกิดปัญหา หรือสำเหนียกคิดไปเองว่า จะต้องเกิดปัญหามาก กลไกที่ป้องกันตนเองจากปัญหานั้นจึงชิงลงมือก่อน
ปัญหาของฝั่งผู้มาใหม่คือ ถึงจะได้สิทธิเกือบเท่ากันทางนิตินัย แต่จนกว่า ปากกัดตีนถีบกว่า หลายส่วนจึงหันไปประกอบอาชญากรรม เช่น มีคนผิวสีจำนวนไม่น้อยที่ยึดอาชีพเล่นงานนักท่องเที่ยวตามสถานที่สาธารณะของเมืองใหญ่ๆ บางคนยิ่งไปเข้ากลุ่มคลั่งศาสนาหรือไม่ยอมกลมกลืนกับคนท้องถิ่น ในทางกลับกัน นี่ก็เป็นปัญหาของผู้อยู่เดิมด้วย ความหมั่นไส้คนที่ต่างวัฒนธรรมเป็นผลมาจากอารมณ์ของมนุษย์ บางคนก็ควบคุมไม่ได้ยิ่งเจอกับเรื่องที่รู้สึกว่าตัวเองกลับเป็นฝ่ายไม่ได้รับความเป็นธรรมเสียเอง ทั้งที่โคตรเหง้าอยู่บนแผ่นดินนี้มายาวนาน นีโอนาซีหลายคนที่จนกว่าผู้มาใหม่ และคิดว่าพวกนั้นแย่งงาน แย่งผู้หญิง หรือแม้แต่แย่งวิวทิวทัศน์ของเขาไป จึงรวมตัวกันเป็นคนต่อต้านสังคม แม้แต่คนที่มิใช่คลั่งชาติ เมื่อเห็นสภาพบ้านเมืองเป็นแบบนี้ แนวคิด Protectionism ก็แรงในหมู่นักอนุรักษนิยม ที่ไม่อยากเห็นยุโรปเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิมเร็วนัก แค่ที่เป็นอยู่นี่ก็เปลี่ยนแปลงจนคนรุ่นเก่ารับไม่ได้แล้ว ในยุโรปตะวันออกที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงน้อยกว่ายุโรปตะวันตก กระแสเกลียดชังคนต่างพันธุ์ต่างศาสนายิ่งหนัก
ปัญหานี้จะจบลงเมื่อไหร่ตอบยาก และกว่าปัญหาที่ประเทศต้นทางจะจบ ประเทศปลายทางก็กลายเป็นปัญหาเรื้อรังเสียแล้ว กลุ่ม IS ยังเข้มแข็งกว่าที่ทุกคนคาด รายได้วันละหลายพันล้านจากการขายน้ำมัน ไม่เพียงแต่ทำให้หากำลังคนและยุทโธปกรณ์มารบยึดพื้นที่ในตะวันออกกลางได้เรื่อยๆ แต่จ้างคนเก่งคนฉลาดมาทำงานปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation) จนประสบผลสำเร็จอย่างที่เห็น
คนมีแนวคิดหัวรุนแรงทำการไม่คร้ามเกรงความตาย หรือหลักเหตุผลมีมากขึ้น รวมทั้งก่อการร้ายบนแผ่นดินยุโรปเอง งานนี้ไม่เพียงแต่สงครามตะวันออกกลางจะจบยาก ความเกลียดชังกลัวคนที่อาจเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของชาวยุโรปเองก็จะจบยากด้วย จนถึงบัดนี้ ซีเรียยังรบกันอยู่ทุกวัน ชาติตะวันตกไม่รู้จะเอายังไงกับฝ่ายรัฐบาลซีเรียดี ลิเบียก็ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะมีหลายฝ่ายแก่งแย่งกันอยู่ ชาติตะวันตกที่ยังบาดเจ็บจากอิรัก ก็ไม่กล้าทำอะไรมาก นอกจากรักษาอาการไข้ไปวันๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับรับมือสถานการณ์ผู้อพยพไปวันๆ เช่นกัน







