วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิ่งเต้น

“ยอมรับว่าข่าวเกี่ยวกับการวิ่งเต้น ขอเข้ามาทำหน้าที่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

 และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั้นมีอยู่ โดยถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะผมยังมีบุคคลที่รู้จักและสนิทสนมเข้ามาหา เพราะเข้าใจว่าสนช.มีสิทธิเสนอชื่อ แต่ทางกฎหมายแล้ว สนช. ไม่มีสิทธิดังกล่าว” พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า มีคน “วิ่งเต้น” อยากเป็นทั้ง สปท. และ กรธ.

+++ ความเป็นจริง “นักวิ่งเต้น” คงอยากได้เก้าอี้สภาขับเคลื่อนฯมากกว่าเข้าไปเป็น กรธ. เพราะใครเข้าไปเป็น กรธ. หากทำดีก็ “เสมอตัว” แต่ทำไม่ดีก็มีแต่เสียง “ก่นด่า” แถมนอกจากจะมี “ใบสั่ง” จากผู้มีอำนาจแล้ว ยังจะถูก "กดดัน" จากสังคมภายนอก โดยเฉพาะจาก "พรรคการเมือง" ที่หากยังมี “เนื้อหา” ไม่ถูกใจ ก็จะพบเจอกับการเคลื่อนไหวต่อต้านอีกแน่นอน ที่สำคัญ กรธ.มีวาระการทำงานไม่เกิน 6 เดือนเท่านั้น

+++ ขณะที่หากได้เข้าไปร่วมอยู่ในสภาขับเคลื่อนฯ ก็ไม่ต้องเจอกับแรงกดดันหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ มากนัก แถมอายุการนั่งอยู่ในสภาขับเคลื่อนฯ ก็ยาวนานกว่าการเป็น กรธ.เสียอีก ดีไม่ดีอาจนั่ง “รากงอก” ยาวถึง 5 ปี เรียกว่านั่งกินนอนกิน “เงินเดือนหลวง”สบายใจเฉิบ แต่ไม่รู้ทำงานคุ้มกับเงินภาษีอากรของประชาชนหรือเปล่า

+++ เอา...ท่านนายกฯ ลองกระซิบถาม “ท่านประธาน สนช.” ดูซิ ใครบ้างที่มาวิ่งเต้น “ขอเก้าอี้” แล้วขึ้นบัญชีไว้ เดี๋ยวจะลืม “ขีดชื่อทิ้ง” อย่างที่ลั่นวาจาไว้นะเออ

+++ พูดถึงการ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม เห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ บอกว่า มีความเป็นไปได้ หากร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะร่างขึ้นใหม่ เมื่อนำไปทำประชามติแล้ว “ไม่ผ่าน”  ก็จะให้นำเอารัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 และ 2550 รวมถึงร่างของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดที่มี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน มา “ยำรวมกัน”

+++ สงสัยว่าทำไมต้องรอให้ “กรธ.” ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วไปรอว่าหาก “ไม่ผ่านประชามติ” ถึงจะนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ บวรศักดิ์ และรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 มายำรวมใหม่ ทำไมไม่มอบนโยบายให้ “กรธ.” ดำเนินการเลยตั้งแต่ตอนนี้ และทำออกมาให้เป็นที่ยอมรับของสังคม โดยเฉพาะ 2 พรรคใหญ่ “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” จะได้ไม่ต้อง “เสียเงินฟรี” 3-4,000 ล้านบาท เว้นเสียแต่ว่า “คสช.” มี “เลศนัย” อะไรหรือเปล่าเท่านั้น?

+++ มีความชัดเจนออกมาจาก “คสช.” โดย พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. แถลงถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเชิญตัวกลุ่มคนไปปรับทัศนคติ คือดูที่ 1.พฤติกรรม 2.ทำผิดข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ 3.ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน 4.สร้างความเสียหายต่อองค์กร การพิจารณาไม่ได้มุ่งเน้นว่า บุคคลนั้นจะทำอาชีพใด สาขาใด จึงอยากให้แยกแยะ เพราะ คสช.ดำเนินการกับคนทุกกลุ่มทุกฝ่ายบนบรรทัดฐานที่เท่าเทียมกัน

+++ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.บอกว่า การเชิญตัวดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อทำความเข้าใจ โดยเฉพาะการให้ข้อมูลที่พาดพิงบุคคลและองค์กร ซึ่งมีผลต่อความขัดแย้ง ทำให้ความเชื่อมั่นขององค์กรลดลง การเชิญกลุ่มคนมาปรับทัศนคติจะใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน

+++ เอา..หากใครอยาก “กินข้าวฟรี 7 วัน”  ก็ทำขัดกับเงื่อนไข 4 ข้อดังกล่าวได้ แต่ใครอยาก “จ่ายตังค์กินข้าวเอง” ปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบ ก็คงสมใจแหละ

 ......................................

แหลมเชิงดอย : [email protected]