“ยอมรับว่าข่าวเกี่ยวกับการวิ่งเต้น ขอเข้ามาทำหน้าที่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั้นมีอยู่ โดยถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะผมยังมีบุคคลที่รู้จักและสนิทสนมเข้ามาหา เพราะเข้าใจว่าสนช.มีสิทธิเสนอชื่อ แต่ทางกฎหมายแล้ว สนช. ไม่มีสิทธิดังกล่าว” พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า มีคน “วิ่งเต้น” อยากเป็นทั้ง สปท. และ กรธ.
+++ ความเป็นจริง “นักวิ่งเต้น” คงอยากได้เก้าอี้สภาขับเคลื่อนฯมากกว่าเข้าไปเป็น กรธ. เพราะใครเข้าไปเป็น กรธ. หากทำดีก็ “เสมอตัว” แต่ทำไม่ดีก็มีแต่เสียง “ก่นด่า” แถมนอกจากจะมี “ใบสั่ง” จากผู้มีอำนาจแล้ว ยังจะถูก "กดดัน" จากสังคมภายนอก โดยเฉพาะจาก "พรรคการเมือง" ที่หากยังมี “เนื้อหา” ไม่ถูกใจ ก็จะพบเจอกับการเคลื่อนไหวต่อต้านอีกแน่นอน ที่สำคัญ กรธ.มีวาระการทำงานไม่เกิน 6 เดือนเท่านั้น
+++ ขณะที่หากได้เข้าไปร่วมอยู่ในสภาขับเคลื่อนฯ ก็ไม่ต้องเจอกับแรงกดดันหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ มากนัก แถมอายุการนั่งอยู่ในสภาขับเคลื่อนฯ ก็ยาวนานกว่าการเป็น กรธ.เสียอีก ดีไม่ดีอาจนั่ง “รากงอก” ยาวถึง 5 ปี เรียกว่านั่งกินนอนกิน “เงินเดือนหลวง”สบายใจเฉิบ แต่ไม่รู้ทำงานคุ้มกับเงินภาษีอากรของประชาชนหรือเปล่า
+++ เอา...ท่านนายกฯ ลองกระซิบถาม “ท่านประธาน สนช.” ดูซิ ใครบ้างที่มาวิ่งเต้น “ขอเก้าอี้” แล้วขึ้นบัญชีไว้ เดี๋ยวจะลืม “ขีดชื่อทิ้ง” อย่างที่ลั่นวาจาไว้นะเออ
+++ พูดถึงการ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม เห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ บอกว่า มีความเป็นไปได้ หากร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะร่างขึ้นใหม่ เมื่อนำไปทำประชามติแล้ว “ไม่ผ่าน” ก็จะให้นำเอารัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 และ 2550 รวมถึงร่างของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดที่มี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน มา “ยำรวมกัน”
+++ สงสัยว่าทำไมต้องรอให้ “กรธ.” ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วไปรอว่าหาก “ไม่ผ่านประชามติ” ถึงจะนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ บวรศักดิ์ และรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 มายำรวมใหม่ ทำไมไม่มอบนโยบายให้ “กรธ.” ดำเนินการเลยตั้งแต่ตอนนี้ และทำออกมาให้เป็นที่ยอมรับของสังคม โดยเฉพาะ 2 พรรคใหญ่ “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” จะได้ไม่ต้อง “เสียเงินฟรี” 3-4,000 ล้านบาท เว้นเสียแต่ว่า “คสช.” มี “เลศนัย” อะไรหรือเปล่าเท่านั้น?
+++ มีความชัดเจนออกมาจาก “คสช.” โดย พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. แถลงถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเชิญตัวกลุ่มคนไปปรับทัศนคติ คือดูที่ 1.พฤติกรรม 2.ทำผิดข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ 3.ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน 4.สร้างความเสียหายต่อองค์กร การพิจารณาไม่ได้มุ่งเน้นว่า บุคคลนั้นจะทำอาชีพใด สาขาใด จึงอยากให้แยกแยะ เพราะ คสช.ดำเนินการกับคนทุกกลุ่มทุกฝ่ายบนบรรทัดฐานที่เท่าเทียมกัน
+++ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.บอกว่า การเชิญตัวดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อทำความเข้าใจ โดยเฉพาะการให้ข้อมูลที่พาดพิงบุคคลและองค์กร ซึ่งมีผลต่อความขัดแย้ง ทำให้ความเชื่อมั่นขององค์กรลดลง การเชิญกลุ่มคนมาปรับทัศนคติจะใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน
+++ เอา..หากใครอยาก “กินข้าวฟรี 7 วัน” ก็ทำขัดกับเงื่อนไข 4 ข้อดังกล่าวได้ แต่ใครอยาก “จ่ายตังค์กินข้าวเอง” ปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบ ก็คงสมใจแหละ
......................................
แหลมเชิงดอย : [email protected]






