วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจบนทางแยก

ทุกครั้งที่ขับรถมาถึงทางแยก การตัดสินใจของผู้ขับขี่สำคัญที่สุด เพราะหากหักพวงมาลัยผิด อาจทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็นได้

เฉกเช่นเดียวกับโลกธุรกิจ ที่วิสัยทัศน์และการตัดสินใจที่เฉียบขาดของผู้บริหารสำคัญที่สุด เพราะหากตัดสินใจผิดแล้ว อาจนำธุรกิจดำดิ่งสู่หุบเหวมรณะได้

เมื่อพิจารณาประเด็นเศรษฐกิจโลก จะเห็นได้ว่าอยู่บนทางแยกที่สำคัญ โดยแม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศเจริญแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป จะมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น แต่เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา กำลังชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนโลกในปัจจุบัน ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจโลกในห้วงต่อไป ทั้งนี้ ผู้เขียนมองว่า ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปมีสามประการ

ประการแรก ได้แก่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐส่งสัญญาณฟื้นขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะตลาดแรงงานและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่สัญญาณฟองสบู่เริ่มปรากฏในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณตั้งแต่ต้นปีว่า จะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับ 0-0.25% มาเกือบ 7 ปี และเป็นไปได้ที่จะเริ่มปรับดอกเบี้ยขึ้นในวันที่ 17 กันยายนนี้

แต่นักวิเคราะห์กลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วย เพราะสัญญาณจากเงินเฟ้อและเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าหาก Fed รีบขึ้นดอกเบี้ย อาจทำให้เศรษฐกิจที่ฟื้นอย่างเปราะบาง หดตัวลงอีกครั้ง และทำให้อัตราเงินเฟ้อตกต่ำนานกว่า 10 ปี เหมือนกับที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญ

ดังนั้น การประชุมในเดือนนี้ของ Fed จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก โดยหาก Fed สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดการเงินได้ว่า จะไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย อาจสามารถลดกระแสเก็งกำไรและฟองสบู่ในตลาดการเงิน โดยเศรษฐกิจเองยังคงฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกันหาก Fed ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ อาจทำให้ตลาดเงินทุนโลกปั่นป่วน อันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวมได้

ประการที่สอง ได้แก่ การบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน โดยเป็นที่ทราบกันดีเช่นกันว่า ทางการจีนกำลังอยู่บนทางแยกแห่งนโยบาย โดยในด้านหนึ่งเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัวและเสี่ยงต่อการตกต่ำ (Hard Landing) ทำให้ทางการจีนต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ลดดอกเบี้ยและอัตรากันสำรองของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงการลดค่าเงิน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง จีนกำลังมีความเสี่ยงจากฟองสบู่ ทั้งจากภาคอสังหาฯ และตลาดหุ้น ขณะเดียวกัน จีนยังคงต้องการให้เงินหยวนมีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก ดังนั้น หากทางการกระตุ้นเศรษฐกิจมากจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ยหรือค่าเงินอย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่ปัญหาด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ รวมถึงอาจตัดโอกาสที่จะให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินสากลได้ ดังนั้น การบริหารจัดการเศรษฐกิจจีนให้ค่อยๆ ชะลอลง (Soft Landing) จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวดของรัฐบาลจีน

ประการที่สาม ความเสี่ยงของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชีย โดยเห็นได้ชัดว่า เศรษฐกิจเอเชียไม่มหัศจรรย์ดังเช่นก่อน เนื่องจากเผชิญกับปัญหารอบด้าน เช่น หนึ่ง จากหนี้ครัวเรือนที่มากขึ้นจากนโยบายกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อ เพื่อการบริโภคของรัฐบาลในเอเชีย สอง จากการส่งออกที่ลดลง ผลจากเศรษฐกิจจีนที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของเอเชียชะลอลง ทำให้ความต้องการสินค้านำเข้าจากเอเชียลดลงด้วย และ สาม จากสกุลเงินเอเชียที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การบริหารจัดการเศรษฐกิจของทางการในเอเชีย ก็นับได้ว่าเป็นประเด็นที่ท้าทายและต้องจับตามองเช่นกัน

ในส่วนของเศรษฐกิจไทย อาจกล่าวได้ว่าอยู่บนทางแยกที่สำคัญเช่นกัน เพราะ “ซึมเซา เสี่ยงสูง แต่ก็เริ่มมีความหวั”

ที่ซึมเซา เป็นเพราะที่ผ่านมาเครื่องยนต์ทุกชิ้นของเศรษฐกิจไทยกำลังเหนื่อยล้า ไม่ว่าจะเป็นเพราะ หนึ่ง การบริโภคที่ตกต่ำ ผลจากรายได้เกษตรกรที่หดหายตามราคาสินค้าเกษตรโลก สอง การลงทุนภาคเอกชนที่ซึมเซา ผลจากปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่รุมเร้า ทำให้นักธุรกิจชะลอการลงทุนออกไป และ สาม การส่งออกที่ย่ำแย่ตามทิศทางเศรษฐกิจโลก

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ยังมีสองเหตุการณ์ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงมากขึ้น นั่นคือเหตุการณ์ระเบิดราชประสงค์ และการที่จีนลดค่าเงินหยวน โดยเหตุการณ์แรก กระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นชาติหลักที่เดินทางมายังไทยในปัจจุบัน ขณะที่เหตุการณ์ที่สองยิ่งทำให้การส่งออกไปจีนมีแนวโน้มน่ากังวลยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในความมืดก็ยังมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ เพราะเหตุการณ์ทั้งสองเริ่มคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น อันได้แก่ หนึ่ง ทางการมีความคืบหน้าในการจับกุมผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ราชประสงค์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหากทางการสามารถสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยแล้ว อาจทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางกลับมาไทยอีกครั้ง และสอง จากการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าในระดับใกล้เคียงกับค่าเงินหยวน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่ตกต่ำมากนักเมื่อเทียบกับจีน

แต่ประเด็นที่จะเป็นความหวังให้เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ได้แก่ นโยบายเศรษฐกิจของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่ประกอบด้วยกระสุนสามนัดสำคัญ กระสุนนัดแรกได้แก่ เม็ดเงินจำนวนประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ที่กระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในท้องถิ่น ผ่านกองทุนหมู่บ้านและโครงการในระดับตำบล

กระสุนนัดที่สอง ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SME) ผ่านการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ทางธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เม็ดเงินรวมประมาณ 2.1 แสนล้านบาท พร้อมทั้งปรับเงื่อนไขการค้ำประกันสินเชื่อให้ยืดหยุ่นขึ้น ในขณะที่กระสุนนัดที่สาม ได้แก่ การเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

ในกระสุนทั้งสามนัดนั้น แม้ผู้เขียนจะมีมุมมองค่อนข้างระมัดระวัง ต่อประสิทธิภาพของนโยบายดังกล่าว ที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เนื่องจากปัญหาสำคัญคือหนี้ครัวเรือน ที่อยู่ระดับสูงอยู่แล้ว ทำให้โอกาสที่ประชาชนจะก่อหนี้เพิ่มทำได้ยากขึ้น แต่ก็ยังพอมีความหวังว่า จะทำให้การบริโภคและลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นบ้าง และหากสามารถเร่งการจัดทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานได้จริง จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินและนำไปสู่การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

โลกเศรษฐกิจปัจจุบันอยู่บนทางแยกที่สำคัญ วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและปราศจากอคติของผู้บริหารเท่านั้น ที่จะนำพาธุรกิจและการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ