วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“เกษตรอัจฉริยะ” จุดเปลี่ยนอาหารโลก

ปัญหาใหญ่ที่สุดของโลกในอนาคต มีทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การคาดการณ์จำนวนประชากรโลก

ที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 9 พันล้านคน ในปี ค.ศ.2050 ซึ่งจะทำให้สังคมเมือง (Urbanization) มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 70% ของทั้งหมด นำไปสู่ความต้องการอาหารจะเพิ่มขึ้น 60% ทำให้ภาคเกษตรจำเป็นต้องใช้น้ำมากขึ้นถึงกว่า 70% สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้นานาประเทศ หันกลับมามองเรื่องการพัฒนาด้านการเกษตร ที่จะกลายเป็นอนาคตของโลก

ในศตวรรษที่ 21 ภาคเกษตรของโลกจะเข้าสู่ยุค Paradigm Shift หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ กลายเป็น "เกษตรกรรม เวอร์ชั่น 2.0" ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของภาคเกษตรกรรม ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ การเปลี่ยนจากเกษตรกรรมที่พึ่งพาสารเคมี สู่การเกษตรแบบชีววิทยาสังเคราะห์ (Bio-agriculture หรือSynthetic Biology) และ การเปลี่ยนจากเกษตรกลางแจ้ง (Outdoor Farming) ซึ่งเป็นเกษตรแบบดั้งเดิมที่ต้องต่อสู้กับสภาพดินฟ้าอากาศ สู่เกษตรในร่ม (Indoor Farming) ที่ทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ในสิ่งปลูกสร้างที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม ดังเช่นการทำไร่ในอาคารสูง (Vertical Farming) การทำเกษตรในแนวดิ่ง การทำฟาร์มในเมืองเพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารได้เอง ทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ การปลูกเนื้อสัตว์ (In vitro meat) แทนการเลี้ยงสัตว์ที่มีชีวิต และการผลิตอาหารสังเคราะห์ (Synthetic foods)

เมื่อระบบการเกษตรเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสมัยของเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm หรือ Intelligent Farm) เพื่อให้สามารถผลิตอาหารป้อนประชากรโลกที่จะมากขึ้นในอนาคต เกษตรกรและบุคลากรทางการเกษตร จะให้ความสำคัญกับการทำฟาร์มที่มีความแม่นยำสูง (Precision Farming) โดยเน้นการทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด ด้วยการดูแลทุกกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ ผ่านระบบเซนเซอร์ เพื่อให้กระบวนการผลิตถูกต้อง ตั้งแต่เริ่มหว่านเมล็ด รดน้ำ ให้ปุ๋ย การเก็บเกี่ยวและคัดเลือกผลผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด ปัจจุบันเกษตรกรรมความแม่นยำสูงเป็นที่นิยมกันมากในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ยุโรป ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอินเดีย

การทำฟาร์มอัจฉริยะ จะมีการนำเทคโนโลยีทันสมัย มาผสมผสานกับงานด้านการเกษตร ควบคู่กับการเกษตรแบบวิศวกรรมเปลี่ยนแปลง (Geo engineering) เช่น การเปลี่ยนพื้นดินที่ไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้อย่างทะเลทรายให้เป็นแหล่งผลิตอาหาร

ปัจจุบันหลายประเทศ รวมถึงหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเกษตรและอาหารมากขึ้น โดยเชื่อว่าต่อไปโลกจะเข้าสู่อาหารยุคดิจิทัล ที่ผู้บริโภคเป็นผู้ผลิตอาหารเอง ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เช่น เวียดนาม ดึงบริษัทฟูจิตสึมาพัฒนาระบบสมาร์ทฟาร์ม ด้วยการใช้กล้องบันทึกภาพการเติบโตของพืชผักที่ปลูก ส่งตรงข้อมูลเข้าโปรแกรมทางมือถือ เพื่อวิเคราะห์การเติบโต พร้อมระบบสั่งการให้น้ำ-ให้ปุ๋ยแบบอัตโนมัติ

เกาหลีพัฒนาเมืองอาหาร ด้วยการส่งเสริมให้คนในเมืองที่มีมากกว่า 5 ล้านคน ลงมือปลูกผักกินเองภายในบ้าน หรือทำสวนผักชุมชน

สิงคโปร์ปลูกผัก-เลี้ยงปลาเก๋าในอาคาร ปลูกผักเลี้ยงผึ้งบนหลังคา ขณะที่ญี่ปุ่นและจีน สนับสนุนการรวมที่นามาทำเกษตรแปลงใหญ่ (Sharing Farming) แล้วเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ถือหุ้น ตามมูลค่าทรัพย์สินที่ลงไปในบริษัทร่วมทุน

นอกจากนี้ ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในญี่ปุ่น ยังหันมาพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตร เช่น Google กำลังศึกษาการปลูกเนื้อสัตว์เฉพาะส่วน เช่น ปลูกอกไก่ ปลูกขาหมู ปลูกเนื้อสันใน-สันนอกที่สามารถควบคุมรสชาติและคุณค่าทางอาหารได้ สำหรับไทยเราผู้นำด้านการเกษตรอย่างซีพีเอง ก็ได้พัฒนาการเกษตรไปอีกขั้นด้วย โครงการเกษตรกรรมทันสมัยผิงกู่ ที่ประเทศจีน โดยเลี้ยงไก่ไข่ 3 ล้านตัว แบบครบวงจร ใช้หุ่นยนต์ในการสแกนสุขภาพไก่

สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในอนาคตคือ ไม่ใช่เพียงการเกษตรจะถูกผนวกไปกับอาหาร แต่จะเชื่อมโยงไปถึงวัสดุสร้างบ้าน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือแม้แต่พลังงาน ดังเช่นที่หลายอุตสาหกรรมเริ่มหันมาทำเกษตร เช่น ปตท.ที่หันมาทำธุรกิจปลูกกาแฟ SCG ที่มองเกษตรคืออนาคต จึงปลูกต้นไม้เองเพื่อป้อนธุรกิจกระดาษ อาจเรียกยุคนี้ว่า Bio economy คือการเพาะปลูกอะไรก็ได้ ที่จะเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบสำหรับธุรกิจของตน หรือที่เคยมีคนเรียกมันว่า การเปลี่ยนน้ำมันใต้ดินให้เป็นน้ำมันบนดิน

"แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรอยู่แล้ว แต่ก็ต้องปรับตัวเองเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ โดยต้องมองว่าเกษตรกรคือนักธุรกิจเกษตร ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตสินค้าเกษตรเท่านั้น รวมทั้งต้องทำให้ระบบนิเวศธุรกิจ หรือ Business Ecosystem มีความเข้มแข็งด้วยการส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายของบุคลากรด้านการเกษตรมากขึ้น เช่น สร้างผู้พัฒนาเครื่องจักรกลทางการเกษตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรและการส่งออก การพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่สนับสนุนด้านการเกษตร เป็นต้น"

เมื่อแทบทุกประเทศหันมามองการทำเกษตร ที่จะกลายเป็นอนาคตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเกษตรกรรม เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม จะอาศัยและอยู่ร่วมกันได้อย่างผสมกลมกลืน และต่อไปมีความเป็นไปได้สูง ที่โลกจะเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมเกษตร (The New Imperialism) เหมือนกับยุคล่าอาณานิคมในอดีต โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีพื้นที่ทำการเกษตร แต่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและทุนหนา อย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องปรับตัว เตรียมรับมือกับเรื่องดังกล่าว เพื่อให้มีทั้งอาหารเลี้ยงคนในชาติ และส่งอาหารป้อนคนทั้งโลก ได้ตามวิสัยทัศน์การเป็น "ครัวของโลก" ที่รัฐบาลดำเนินการมาโดยตลอด

----------------------

ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล