วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สัญญาณเตือนรับมือการเงินโลกป่วน

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P)

 ประกาศหั่นเรทติ้งบราซิลลงจาก BBB- มาเหลือเพียง BB+ ซึ่งเป็นระดับลดลงสู่ขั้นขยะ เป็นภาพลบที่ส่งผลเสียต่อความพยายามของประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์ แห่งบราซิลที่กำลังกอบกู้ความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจบราซิล ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มลาตินอเมริกา ให้พ้นจากภาวะถดถอย ขณะเดียวกันก็ได้สั่นสะเทือน กลายเป็นความหวั่นไหวต่อความเชื่อมั่นขยายโยงถึงประเทศในตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทยด้วย เนื่องจากการถูกลดความน่าเชื่อถือจากภาวะน่าลงทุนลงมาสู่ขั้นขยะอย่างรวดเร็ว โดย S&P ยังได้อ้างผลกระทบที่เกิดจากคดีทุจริตอื้อฉาวในรัฐวิสาหกิจน้ำมันเปโตรบราสที่ต้องสูญเสียเม็ดเงินไป 2,100 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงและนักการเมืองฉ้อฉลเงินบริษัท ด้วยการทำสัญญาสัมปทานที่ตั้งราคาเกินจริงเพื่อกินเงินสินบน ได้สร้างกระแสตื่นตระหนกทั้งในตลาดการเงินบราซิลและประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยที่ระดับความเสี่ยงที่พุ่งขึ้นได้ส่งผลต่ออัตราค่าธรรมเนียมประกันความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นด้วย ทำให้เป็นต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นและอาจจะกระทบต่อผลประกอบการในปีนี้ และต่อเนื่องในระยะปานกลาง ทั้งที่บราซิลได้รับเครดิตน่าลงทุนเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2551

การลดเครดิตโดย S&P ครั้งนี้ส่งผลกระทบไม่น้อยต่อความพยายามของบราซิล ที่หวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจ และฐานะขาดดุลทางการคลังที่อ่อนแอ และยังทำให้สินทรัพย์ในบราซิลเสี่ยงต่อการสูญเสียเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ เนื่องจากนักลงทุนจะไม่สามารถถือครองหุ้นหรือตราสารการเงินซึ่งไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มน่าลงทุนได้ โดยก่อนหน้านี้ S&Pได้ออกมาเตือนไม่ถึง 2 เดือน ซึ่งการปรับลดรวดเดียวลงมาถึงระดับขยะทำให้นักลงทุนทั่วไปมองได้ว่า เศรษฐกิจบราซิลกำลังทรุดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่ารัฐบาลบราซิลได้ประกาศเมื่อเดือนส.ค.ถึงเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเป็นทางการ หรือยืดเยื้อไปในปี 2559 และอาจจะเป็นภาวะถดถอยที่กินเวลายาวนานที่สุดนับจากปี 2474 เป็นต้นมา ขณะที่ในภาพรวมของความน่าเชื่อถือในอนาคตก็ตกลงเชิงลบเป็นการย้ำว่าอาจจะมีการปรับลดความน่าเชื่อถือลงอีก โดยในเวลานี้ความน่าเชื่อถือของบราซิลตกต่ำกว่ารัสเซียทั้งที่ถูกสหรัฐและสหภาพยุโรปหลายประเทศพากันคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเงินเสียอีก จึงอาจส่งผลเป็นลูกโซ่กระทบต่อเนื่องไปถึงประเทศในตลาดเกิดใหม่ทั้งในลาตินอเมริกาหรือในเอเชีย

นอกจากนี้ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ออกโรงเตือนหากธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ อาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ จนเกิดความตื่นตระหนกเทขายสินทรัพย์ และทำให้ตลาดการเงินโลกเกิดความปั่นป่วนรุนแรง หลังมีแนวโน้มที่การประชุมของเฟดในวันที่ 16-17 ก.ย.จะถกกันในเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 0-0.25% ซึ่งเฟดใช้มาเป็นเวลานานถึง 6 ปีนับตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งเฟดได้อัดฉีดเงินผ่านQE เป็นวงเงินมากถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่จะส่งผลเชิงลบต่อตลาดการเงินของประเทศเกิดใหม่ จนต้องมองย้อนวิกฤติการเงินในช่วงปี 2540 และปี 2541 โดยล่าสุดนิวซีแลนด์ลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่สามในปีนี้ลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ 2.75% เพื่อช่วยเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ใกล้เคียง 2% ก็เป็นการตอกย้ำถึงเศรษฐกิจโลกที่ตกอยู่ในภาวะถดถอยที่อาจจะฉุดรั้งให้ภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงต่ำ รวมทั้งราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีระดับดัชนีตกต่ำมากที่สุดในรอบ 16ปีครึ่งนั้น ลากยาวจนเกิดภาวะเงินฝืดที่ยืดเยื้อไปในอีกหลายปี จะส่งผลกระทบอย่างฉับพลันต่อการดิ่งลงของราคาสินทรัพย์การเงินทั่วโลก

ด้านนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศว่า เดือนหน้าเป็นโอกาสดีที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น จะใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น คาดจะมีการอัดฉีดเงินเพิ่มจากเดือนละ 10 ล้านล้านเยนในปัจจุบัน ได้ทำให้ดัชนีนิคเคอิเกิดการผันผวนรุนแรงทะยานขึ้น 1,343 จุดเมื่อวันพุธ แต่กลับดิ่งลง 600จุดในวันพฤหัสบดี ซึ่งมีรายงานว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเข้ามารับซื้อพันธบัตร ที่รัฐบาลกำลังจะอัดฉีดเม็ดเงินงบประมาณเพิ่มอีก 3.5-5 ล้านล้านเยน รวมถึงความกังวลของนักลงทุนต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนจะเกิดหัวคะมำอย่างรุนแรงโดย SOCGEN ของฝรั่งเศสคาดว่าจีนจะเกิด Hard Landing ในปีนี้โตแต่ 5% แทนที่จะเป็น 6.8% และในปี 2559 โตที่ 4% แต่นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ของจีนกล่าวในเวที World Economic Forum ฤดูร้อนที่เมืองต้าเหลียนว่าจีนยังคงเติบโตที่ 7% ในครึ่งปีแรกภายใต้บรรยากาศชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจีนอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากพึ่งพาส่งออกไปสู่การบริโภคในประเทศที่มีสัดส่วน 60%ของผลผลิตทั้งหมด ขณะที่จีนต้องยอมลดดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อสู้เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และตลาดการเงินที่ปั่นป่วนท่ามกลางการตกต่ำของตลาดหุ้นจีนที่ดิ่งลงถึง 50% และการลดค่าเงินหยวนลงตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.ถึง 4.65% โดยเศรษฐกิจจีนจะไม่ทรุดตัวรุนแรงเป็น Hard Landing ดังนั้นจากภาพรวมเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ไทยไม่อาจชะล่าใจ ตรงกันข้ามกลับต้องเตรียมตัวรับมือความผันผวนที่รุนแรงมากขึ้น