คำปราศรัยนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ โดยมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

คำปราศรัยนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ โดยมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

คำปราศรัยนี้แปลจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น โดยพยายามรักษาการใช้ศัพท์และรูปประโยคเดิมให้มากที่สุดเพื่อรักษา tone เดิมให้มากที่สุด

ในขณะเดียวกัน ก็พยายามให้ออกมาในรูปแบบภาษาไทยที่เราใช้กัน มิฉะนั้น คนไทยก็จะอ่านคำแปลภาษาไทยไม่เข้าใจเหมือนกัน

ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่มีการเขียนไม่ครบประโยค ในลักษณะที่ภาษาอังกฤษใช้ตามปกติบ่อยมากและมีการใช้ passive voice มากกว่าภาษาอังกฤษเสียอีก ผู้ที่คุ้นเคยกับภาษาญี่ปุ่นจึงจะเข้าใจว่าประโยคที่ไม่เต็มโดยบริบทนั้นหมายถึงอะไร ภาษาญี่ปุ่นจึงเป็นภาษาที่กำกวมสำหรับชาวต่างชาติ แม้แต่คำแปลคำปราศรัยเป็นภาษาอังกฤษ ที่จัดทำโดยสำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็ยังมี tone ที่แตกต่างไปจากภาษาญี่ปุ่น ดังนั้น ชาวต่างประเทศจึงอาจเข้าใจผิดต่อความหมายที่แท้จริงของคำปราศรัยได้ ทั้งนี้ ยังไม่ได้พิจารณาถึงใจความในคำปราศรัยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นที่สนใจของชาวต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ tone โดยรวมเปลี่ยนแปลงไปอีก

คำวิจารณ์ของผู้เขียนจะใส่ไว้ตามหลังย่อหน้าที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นตัวพิมพ์เอียง ส่วนใจความเดิมจะเป็นตัวพิมพ์ตรงตามปกติ

 

คำแปล

1.ในโอกาสสิ้นสุดสงครามครบรอบ 70 ปี พวกเราทบทวนด้วยจิตใจที่สงบนิ่ง ถึงเส้นทางที่นำไปสู่สงคราม ก้าวย่างหลังสงคราม กับยุคสมัยของศตวรรษที่ 20 และคิดว่าจะต้องเรียนรู้ปัญญาสู่อนาคตจากบทเรียนแห่งสงครามนั้น

2.โลกกว่า 100 ปีที่แล้ว อาณานิคมขนาดใหญ่ของประเทศต่างๆ ที่มีประเทศตะวันตกเป็นหลักกำลังขยายตัวมากขึ้นๆ กระแสการยึดครองอาณานิคมบนพื้นฐานแห่งเทคโนโลยีที่เหนือกว่าอย่างมากมาย ไหลบ่าเข้ามาในเอเชียด้วยในศตวรรษที่ 19 สำหรับญี่ปุ่นแล้ว ความรู้สึกวิกฤติเช่นนั้นเป็นแรงขับเคลื่อนแห่งการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยอย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ การประกาศใช้ระบอบการปกครองด้วยรัฐธรรมนูญเป็นประเทศแรกในเอเชีย ทำให้สามารถรักษาความเป็นเอกราชได้ในที่สุด ท่ามกลางยุคสมัยแห่งอาณานิคม สงครามระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซียก่อให้เกิดความกล้าแก่ประชาชนในเอเชียและแอฟริกาจำนวนมาก

3.เมื่อผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ลากเอาทั้งโลกมาเกี่ยวข้องด้วย ความเคลื่อนไหวของประชาชาติต่างๆ ในการกำหนดอนาคตของตนเอง เริ่มแผ่ขยายออกไปและยับยั้งลัทธิอาณานิคมที่มีมาถึงขณะนั้น สงครามครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตในสงครามถึง 10 ล้านคน และเป็นสงครามที่น่าเศร้าสลด ประชาชนต่างมีความหวังอย่างแรงกล้าต่อ สันติภาพมีการจัดตั้งสันนิบาตระหว่างประเทศและก่อให้เกิดสนธิสัญญาไม่ทำสงครามขึ้น กระแสประชาคมโลกใหม่ที่กำหนดให้การทำสงครามเป็นสิ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศถือกำเนิดขึ้น

    4.ในระยะแรก ญี่ปุ่นก็เดินตามแนวทางดังกล่าว แต่ว่าความตื่นตระหนกต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ประเทศในยุโรปอเมริกาต่างหันมาใช้เศรษฐกิจแบบอาณานิคม การรวมตัวเป็นกลุ่มเศรษฐกิจมากขึ้น เศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ท่ามกลางภาวะเช่นนั้น ญี่ปุ่นรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่เห็นทางออก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและระหว่างประเทศ จึงทดลองแก้ไขปัญหาโดยการใช้กำลัง การปกครองภายในประเทศไม่สามารถหยุดยั้งแนวโน้มเช่นนั้นได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นญี่ปุ่นจึงหลงเข้าไปในวังวนของโลก

    5.เหตุการณ์แมนจูเรียตามมาด้วยการถอนตัวจากสันนิบาตรระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นค่อยๆ กลายมาเป็นผู้ท้าทายต่อ ระเบียบใหม่ระหว่างประเทศที่อยู่บนพื้นฐานการเสียสละอย่างมากของประชาคมระหว่างประเทศ

    6.หลังจากนั้นเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นแพ้สงคราม

    7.ในโอกาสสิ้นสุดสงครามครบรอบ 70 ปี ขอโค้งคำนับด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และขอแสดงความอาลัยตลอดไป พร้อมๆ กับการแสดงความรู้สึกอันเจ็บปวดต่อผู้เสียชีวิต ทั้งในและต่างประเทศ

    8.สงครามโลกคราวที่ผ่านมา พี่น้องร่วมชาติได้เสียชีวิตไปกว่า 3 ล้านคน ด้วยความตั้งใจให้ประเทศชาติบรรลุเป้าหมาย พลางหวังให้ครอบครัวมีความสุข พวกเขากระจัดกระจายไปตามสนามรบต่างๆ หลังสงครามสิ้นสุดลง หลายๆ คนต้องอยู่ไกลบ้านในที่ที่หนาวจับจิตและร้อนสุดขั้ว ทนทุกข์ด้วยความหิวโหยและโรคภัยและเสียชีวิตไป ประชาชนตามเมืองต่างๆ จำนวนมากต้องเสียชีวิตไปด้วยความโหดร้าย จากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ การทิ้งระเบิดตามเมืองต่างๆ โดยมีโตเกียวเป็นอาทิ และการรบภาคพื้นดินในโอกินาวา

    9.ประเทศต่างๆ ที่มีการทำสงครามนั้น ชีวิตของเยาวชนผู้มีอนาคตต้องสูญเสียไปอย่างนับจำนวนไม่ได้ ในประเทศจีน ประเทศในเอเชียอาคเนย์และเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิค ที่เป็นสนามรบ ประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ไม่เพียงแต่ต้องทนทุกข์จากสงครามเท่านั้น ยังเสียชีวิตไปด้วยความขาดแคลนอาหารและสาเหตุอื่นๆ การที่สตรีจำนวนมากถูกทำร้ายต่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีอย่างรุนแรงด้วย “สภาวะแห่งสนามรบ”จะต้องไม่ถูกลืมด้วยเช่นเดียวกัน

    หลังจากการกล่าวถึงการพ่ายแพ้สงครามโลกย่อหน้าที่ 6 และการคารวะต่อผู้วายชนม์ในสงครามในย่อหน้าที่ 7 แล้ว สิ่งที่กล่าวตามมาทันทีเป็นอันดับแรกในย่อหน้าที่ 8 คือ การกล่าวถึงพี่น้องร่วมชาติที่เสียชีวิตไป 3 ล้านคน และความลำบากหลังสงครามของผู้ที่ไปรบในต่างแดน ทั้งยังไม่ลืมที่จะกล่าวถึงผู้ที่เคราะห์ร้ายจากระเบิดปรมาณู การทิ้งระเบิดธรรมดา และการรบในโอกินาวา การจัดลำดับอย่างนี้แสดงอย่างชัดเจนถึงการให้ความสำคัญกับผู้รุกรานมากกว่าผู้ถูกรุกราน ซึ่งมากล่าวถึงในย่อหน้าที่ 9 ถัดไป ในย่อหน้านั้น ได้กล่าวถึงการทำลายชีวิตของเยาวชน และก็กล่าวด้วยว่า การทำร้ายเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสตรีก็เพราะ “สภาพแห่งสงคราม” มากกว่า “ความต่ำช้า” แห่งชนชาติของตน ใจความระบุถึง “เหล่าสตรี” และ “ไม่ลืม” แต่ไม่ได้บอกว่า “ใครทำ” การใช้ภาษาเช่นนี้เป็นความจงใจหลีกเลี่ยงที่จะระบุผู้กระทำมากกว่าเป็นความกำกวมของภาษา เพราะว่าตั้งแต่ย่อหน้าที่ 23 เป็นต้นไปจนจบ อาเบะใช้คำว่า “พวกเรา” อย่างชัดเจน ในการกล่าวถึงความตั้งใจดีของพวกตน ดังนั้น การระบุ “ผู้กระทำ” ในประโยคไม่ใช่สิ่งที่ภาษาญี่ปุ่นไม่ทำกัน เพียงแต่จะทำหรือไม่เท่านั้น

    10.การที่ประเทศของเราทำให้ผู้คนที่ไม่มีความผิดแม้แต่น้อย ต้องได้รับความเสียหายและความทุกข์ทรมานอย่างไม่อาจประมาณได้นั้น เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่โหดร้ายและไม่อาจทำให้หวนกลับคืนมาได้ ผู้คนแต่ละคนต่างก็มีชีวิตของตนเอง มีความฝันของตนเอง และมีครอบครัวอันเป็นที่รักของตนเอง ยิ่งเมื่อคำนึงถึงความเป็นจริงเช่นนี้เท่าใด ก็ยิ่งไม่มีคำพูดใดจะบรรยายได้ มีแต่อดไม่ได้ที่รู้สึกว่าหัวใจจะแตกสลายเท่านั้นจริงๆ

    11.ด้วยความสูงส่งของการเสียสละถึงขั้นนี้ดังกล่าวข้างต้น สันติภาพจึงมีได้ในปัจจุบัน และนี่คือจุดเริ่มต้นของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

    ภัยพิบัติแห่งสงครามจะต้องไม่เกิดซ้ำสองอย่างเด็ดขาด

    ย่อหน้าที่ 10 กล่าวถึงความรู้สึกที่หัวใจแทบแตกสลายต่อผู้บริสุทธิ์ ที่รับเคราะห์จากสงคราม ซึ่งเป็นสิ่งที่่ใครๆ ก็กล่าวให้สวยๆ ได้ ที่สำคัญคือ ตามมาด้วยย่อหน้าที่ 11 ว่า “การเสียสละ” ที่กล่าวถึงในย่อหน้าที่ 7-10 เป็นสิ่งสูงส่ง และเป็นจุดเริ่มต้นของญี่ปุ่นหลังสงคราม การเสียสละของผู้รุกรานทำให้เกิดความตระหนักต่อสันติภาพของชาวญี่ปุ่นเป็นสิ่งธรรมดา แต่การให้ผู้ถูกรุกรานจะต้องเสียสละด้วยนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย พูดได้ยังไงครับ?

    12.เหตุการณ์ การรุกราน และสงคราม หรือรูปแบบใดๆ ของการข่มขู่หรือการดำเนินการทางทหารก็ตาม จะต้องไม่ถูกใช้เป็นครั้งที่สอง ในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ โลกใบนี้จะต้องเป็นที่ที่การยึดครองอาณานิคม จะไม่ใช่เป็นเส้นทางที่เลือกเดินตลอดไป และสิทธิในการกำหนดอนาคตของประชาชาติใดๆ จะต้องได้รับการเคารพ

    ย่อหน้าที่ 12 กล่าวถึง ความตั้งใจที่จะไม่ใช้ข้ออ้างเกี่ยวกับเหตุการณ์ การรุกราน การทำสงคราม และการสร้างโลกที่เคารพในสิทธิของประเทศอื่นๆ โดยไม่ชัดเจนว่าความตั้งใจและการสร้างโลกนั้นเป็นของใคร

    13.ประเทศของเราสาบานเช่นนั้นไปพร้อมๆ กับความรู้สึกสำนึกผิดอย่างลึกซึ้ง ต่อสงครามโลกครั้งที่ผ่านมา เราจะสร้างสรรค์ประเทศที่มีเสรีภาพและเป็นประชาธิปไตย มุ่งเน้นระบอบนิติรัฐ และจะยืนหยัดในคำสาบานที่จะไม่ทำสงครามตลอดไป ในก้าวย่างของประเทศแห่งสันติภาพที่ยืนยาวมาถึง 70 ปี พวกเราแอบภาคภูมิใจอย่างเงียบๆ และต่อจากนี้ไป ก็จะยังยึดถือแนวทางนี้ไม่เปลี่ยนแปลง

    14.ประเทศของเราได้แสดงความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง และขออภัยจากใจตลอดมาหลายครั้งหลายหน ต่อการกระทำอันเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ผ่านมา เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกเช่นนั้นในรูปการกระทำที่เป็นรูปธรรม เราได้พยายามอย่างสุดกำลังตลอดมาหลังสงครามเพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น กับประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไต้หวัน เกาหลี และจีน ด้วยจิตใจที่ระลึกถึงประวัติศาสตร์อันขมขื่น ที่ประชาชนในประเทศเหล่านี้ได้ประสบมา

    15.จุดยืนเช่นที่ว่านี้ของคณะรัฐมนตรีในอดีตที่ผ่านมา จะไม่หวั่นไหว แม้ในวันข้างหน้า

    ย่อหน้าที่ 13-14 กล่าวถึงความสำนึกผิด แนวทางสันติภาพ การขอโทษ และการสร้างความเจริญให้กับประเทศที่ได้รับภัยสงคราม แล้วมากล่าวถึงในย่อหน้าที่ 15 ว่า ใจความในย่อหน้าที่ 13-14 เป็นจุดยืนที่ไม่หวั่นไหวเหมือนๆ กับของคณะรัฐมนตรีในอดีตที่ผ่านๆ มา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นความจริงที่ว่า แม้แต่คำปราศรัยของมูรายามา อดีตนายกรัฐมนตรีที่ว่ากันว่า พูดชัดกว่าใครแล้ว เนื้อหาก็ไม่ได้ดีกว่าของอาเบะเท่าใดนัก อันนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย เพียงแต่ว่า คำปราศรัยของอาเบะยังคงระบุ “ผู้กระทำ” เพียงแห่งสองแห่ง ส่วนใหญ่แล้วกล่าวถึงโดยอ้อมไม่ชัดเจนเหมือนอย่างที่ใช้คำว่า “พวกเรา” ในตอนท้ายๆ