วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่งเสริม‘วิชาชีวิต’

การปฎิรูปการศึกษาไทย ภายใต้นโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

 ที่ต้องการให้มีการจัดการเรียนการสอนแบบ “นักเรียนมีความสุข ผู้ปกครองมีความสุข และครูมีความสุข” โดยหนึ่งแนวทางสำคัญที่ได้ประกาศออกมาแล้ว คือ ลดระยะเวลาการเรียนภาควิชาการลงให้เลิกในเวลา 14.00 น. เป็นการปรับลดเวลาเรียนให้น้อยลง เพื่อให้เด็กไม่เครียดจนเกินไป ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ศึกษาในเบื้องต้นแล้วว่า “มีความเป็นไปได้” ที่จะลดการเรียนวิชาหลักลงจากเดิมเด็กต้องเรียน 1,200 ชั่วโมงต่อปี เหลือ 840 ชั่วโมงต่อปี โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งเด็กเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา และเห็นว่าน่าจะสามารถเลิกเรียนได้ในเวลา 14.00 น.

ทั้งนี้ จะเริ่มนำร่องเลิกเรียนเวลา 14.00 น. จำนวน 3,500 โรงเรียน หรือคิดเป็น 10% ของจำนวนโรงเรียนที่อยู่ในสังกัด สพฐ. ทั้งหมดประมาณ 39,000 โรงเรียน ในภาคเรียนที่ 2/2558 หรือ เริ่มโครงการนำร่องในเดือน พ.ย.นี้ จากนั้นจะมีการประเมินผลการตอบรับ เพื่อดำเนินการปรับปรุง ขยายผลและต่อยอด การเลิกเรียนเวลา 14.00 น.ยังคงเป็นข้อถกเถียงของฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มทำงานประจำ ไม่พร้อมรับเด็กกลับบ้านในเวลา 14.00 น.อย่างแน่นอน ขณะที่แนวทางปฎิบัติยังไม่ชัดเจนว่าจะกำหนดกฎเกณฑ์ กติกา ของการลดการเรียนภาควิชการลงเหลือ 14.00 น. แล้วหลังจากนั้นนักเรียนสามารถกลับบ้านได้หรือไม่ หรือโรงเรียนจะมีกิจกรรมใดๆ ในช่วงเวลาหลัง 14.00 น. จนถึงเวลากลับบ้าน ซึ่งจะเป็นเวลาปกติเดิมหรือไม่อย่างไรยังไม่มีระบุแน่ชัด โดยระหว่างนี้กระทรวงศึกษาธิการให้การบ้าน สพฐ. ในการออกแบบคิดค้นเมนูกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ให้เหมาะสมตามสภาวะของแต่ละโรงเรียนในแต่ละพื้นที่

นับเป็นโอกาสดีที่กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้โอกาสอันดีปฎิรูประบบการศึกษาไทยอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพื้นฐานและยกระดับสังคมไทยที่จะมี “คนคุณภาพ” ไม่เฉพาะด้านวิชาการ แต่หมายรวมถึงจิตใจ ศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม สร้างสังคมเข้มแข็ง นำสู่สังคมแห่งความสุขอย่างแท้จริง ท่ามกลางปัญหาสังคมของประเทศไทยในหลากหลายมิตินับวันยิ่งขยายความรุนแรงมากขึ้น เป็นเพราะความอ่อนแอและเสื่อมถอยของศีลธรรม จริยธรรม ขณะที่การทำหน้าที่ของสถาบันครอบครัวของสังคมไทยส่วนใหญ่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ หวังพึ่งสถาบันครอบครัวในการปลูกฝัง ขัดเกลา อบรม บ่มนิสัย เด็กและเยาวชนไทย แต่ระบบการศึกษาที่ “แข่งกันเรียน” บ่มเพาะความแข็งกระด้าง

  ในมุมหนึ่งอาจเป็นเรื่องดีของเด็กสมัยใหม่มุ่งหน้าอย่างเต็มที่!! ในเรื่องวิชาการ เพราะเวลาทั้งหมดทุ่มให้กับการเรียนตั้งแต่ในห้องเรียน หลังเลิกเรียน วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เด็กที่ไม่เรียนพิเศษเป็นคนกลุ่มน้อยเลยทีเดียว ในอีกด้านของเด็กวิชาการเหล่านี้ต้องยอมรับว่าเต็มไปด้วยความเครียด จิตวิตก และไม่น้อยที่มีปัญหาอยู่ร่วมกันในสังคม เวลาที่ทุ่มเทให้กับการเรียนมากกว่าสนใจทำงานบ้าน ขาดปฎิสัมพันธ์ทางสังคม ย่อมเป็นจุดอ่อนของชีวิต

หลังเวลา 14.00 น.จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะกลับมาส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการใช้ชีวิตอย่างจริงจังเช่นเดียวกับการจริงจังกับภาควิชาการ การก่อตัวของปัญหาสังคมล้วนมาจากรากฐานจิตใจและสังคมที่ไม่แข็งแรงพอ เราอาจต้องกลับมาเริ่มต้นบ่มเพาะวิชาพุทธศาสนา ศีลธรรม การสร้างสรรค์กิจกรรมส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิตพื้นฐานตั้งแต่ กวาดบ้าน ถูบ้าน ทำอาหาร เรียกว่าให้เด็กและเยาวชนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง

2-3 ชั่วโมงของการยกเลิกด้านวิชาการ เป็นช่วงเวลาที่ดีของการมุ่งส่งเสริม “วิชาชีวิต”