ความมั่นคงทางการเมืองไม่ได้อยู่ที่อาวุธ แต่อยู่ที่ปากท้องประชาชน นี่คือสัจธรรมนับแต่โบราณ
ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์โลกมาดี ย่อมรู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้
หลังปรับ ครม.ใหม่ ทีมเศรษฐกิจทำงานทันที วันที่ 1 กันยา ครม.อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนแรก 130,000 ล้านบาท แบ่งเป็น (1) ปล่อยกู้ผ่านกองทุนหมู่บ้าน 60,000 ล้านบาท อายุโครงการ 7 ปี โดย 2 ปีแรกไม่คิดดอกเบี้ย ปีต่อมา คิดดอกเบี้ยเท่ากับต้นทุนบวก 1% แหล่งเงินมาจากธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.
(2) กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน โดยใช้จ่ายผ่าน 7,000 ตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท รวม 36,000 ล้านบาท เพื่อสร้างสาธารณูปโภคและจ้างงานในชุมชน (3) เร่งการใช้จ่ายงบประมาณในโครงการขนาดเล็ก 1 ล้านบาท วงเงิน 16,000 ล้านบาท ในปีนี้ และอีก 24,000 ล้านบาท สำหรับส่วนราชการที่ขอเพิ่มเติม
มาตรการของทีมใหม่ต่างจากทีมเดิมอย่างชัดเจน ทั้งยังตรงข้ามกับหลักการและทิศทางนโยบายของครม.ประยุทธ์ 1-2 อันที่จริง ถ้าพิจารณาจากตัวบุคคล มาตรการเหล่านี้ไม่เป็นที่น่าประหลาดใจ โดยเฉพาะการอัดฉีดเงินสู่ภาคเศรษฐกิจรากหญ้า ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่จัดเป็นนโยบาย “ประชานิยม”
กองทุนหมู่บ้านและชุมชน เกิดขึ้นในสมัยทักษิณ โดยมีการกดปุ่มโอนเงินก้อนแรกเมื่อ 25 กรกฎา 2544 จำนวน 7,125 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ตลอดรัฐบาลทักษิณ อัดฉีดเงินไป 78,829 หมู่บ้าน รวมเงิน 78,829 ล้านบาท ทั้งยังเพิ่มทุน 100,000 บาท อีกครั้ง สำหรับหมู่บ้านที่ผ่านเกณฑ์ 24,902 หมู่บ้าน เป็นเงิน 2,490 ล้านบาท (ดูที่ www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parbudget/ewt_dl_link.php?nid=105)
แต่มันไม่ได้หยุดแค่รัฐบาลทักษิณ นับตั้งแต่ปี 44-57 รัฐบาลได้อัดฉีดเงินไปแล้ว 151,565 ล้านบาท ถือเป็นเม็ดเงินมหาศาล แต่เศรษฐกิจรากหญ้ากลับอ่อนแอ-พึ่งตัวเองไม่ได้-ถดถอย ต้นมีนา 58 สมัยประยุทธ์ 1 เพิ่มทุนอีก 5,688 ล้าน รวมถึงครั้งนี้อีก 60,000 ล้าน ประชานิยมกลายเป็น “สิ่งเสพติด” สำหรับทุกรัฐบาลไปแล้ว
ถ้าถือว่า 25 กรกฎา 44 เป็นวันกำเนิดประชานิยม เมื่อผูกดวง เราพบปรากฏการณ์ดวงดาวสำคัญ คือ (1) เนปจูนจรในมังกร-ภพ 10 เนปจูนคือการสร้างภาพ การโฆษณาชวนเชื่อ การหลอกลวง ฯลฯ ภพ 10 คือการเมือง-การปกครอง วันนั้น เนปจูนเข้าจุดเพ็ญ (มีกำลังมาก) และทับทศมลัคน์ (MC) ดวงเมืองสนิทพอดี เป็นวันแห่งการสร้างภาพ-โฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองครั้งใหญ่
(2) ราหูจรเมถุน เล็งเสาร์เดิมสนิท ราหูคือความมัวเมา เสาร์คือดาวการเมือง นี่คือการมอมเมาทางการเมือง (3) พฤหัสจรเมถุน เข้ามุม 150 กับเนปจูน พฤหัส-เนปจูนหมายถึงเงินปลอม-เป็นหนี้ที่ต้องใช้คืนในอนาคต (4) พฤหัสกุมราหูสนิทเช่นกัน พฤหัสเมถุนเป็นประ-อ่อนแอ ขณะที่ราหูเข้มแข็ง ผู้คนขาดสติ-ลุ่มหลงไปกับมัน (5) เนปจูนเล็งจันทร์เดิมในภพ 4 สนิท การมอมเมามุ่งที่ประชาชนภาคเกษตร
(6) ประมาณ 1 เดือนล่วงหน้า คือ วันที่ 21 มิถุนา เกิดสุริยคราส (เต็มดวง) เวลา 18:57 น. ที่ 6 องศา 18 ลิปดาราศีธนู เล็งพฤหัส-เสาร์เดิมและทำมุม 90 กับศุกร์เดิมสนิท เป็นสัญญาณอันตรายเกี่ยวกับนโยบายการเงินของรัฐบาล (7) เสาร์พฤษภและพลูโตพิจิก ทับเล็งอังคารเดิม-ดาวเจ้าเรือน 8 สนิท บอกถึงการใช้จ่ายเงินมหาศาลและปัญหาการคลังในอนาคต
อันที่จริง เนปจูน-ราหูที่สัมพันธ์กับภพ 10 ชี้ถึงการสร้างภาพ-มอมเมาทางการเมือง แต่มอมเมาเรื่องอะไร? เราไม่สามารถดูได้จากดวงจร (Transit) แต่ต้องดูจากภาพที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือวงรอบดาวเสาร์ (Saturn Return) รอบที่ 8 อันเป็นวงรอบของ “ธุรกิจคุมการเมือง” นักธุรกิจจะใช้เงินเป็นเครื่องมือในการควบคุม ผ่านทางนโยบายประชานิยมทั้งหลาย (อ่าน “วัฏฏะในดวงเมืองไทย” ที่ http://bit.ly/1wJfAnp)
วงรอบที่ 8 เริ่มตั้งแต่ 4 สิงหา 31-28 มกรา 61 (30 ปี) ปัจจุบันนี้เป็นช่วงปลายวงรอบ นโยบายประชานิยมจึงยังส่งผลอยู่ การออกมาตรการ 130,000 ล้าน ของรัฐบาลเมื่อ 1 กันยา ไม่ถือเป็นเรื่องบังเอิญในทางโหราศาสตร์
วันที่ 27 สิงหา อาทิตย์กุมพฤหัสสนิท เกิดเป็น “พฤหัสดับ” ทำมุม 120 กับพฤหัส-เสาร์เดิม พฤหัสคือดาวแห่งการเติบโต-มองโลกแง่ดี-กล้าเสี่ยง แต่พฤหัสดับทำให้มิติเหล่านี้มากเกินไป มีการทุ่มหมดหน้าตักทางการเมือง ขณะเดียวกัน พฤหัส-เสาร์เดิมถูกมุม 90 จากราหูจร เป็นการมอมเมาทางการเมือง
วันที่ 30 สิงหา เกิดปูรณมี (จันทร์เพ็ญ) เวลา 1:36 น.ที่ 12 องศา 2 ลิปดาราศีกุมภ์ กุมเนปจูนสนิทพอดี นี่คือสัญญาณของการสร้างภาพ วันอนุมัติ เนปจูนเพ็ญพอดี ที่ 14 องศา 20 ลิปดาราศีกุมภ์ และเล็งพฤหัสจรสนิท ขณะที่ศุกร์ถอยหลัง (Retrogradation) ที่ 20 องศา 53 ลิปดาราศีกรกฎ กุมอังคารจร (นิจจ์) สนิท เล็งทศมลัคน์ และทำมุม 90 กับลัคน์ดวงเมืองพอดี
ศุกร์คือเม็ดเงิน พฤหัสคือความมั่งคั่ง เนปจูนคือของปลอม การอัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลเพื่อสร้างความมั่งคั่งแบบปลอมๆ (หนี้ปลอดดอกเบี้ย) กลายเป็นวาระสำคัญทางการเมืองอีกครั้ง
อ่านพฤหัส-เนปจูนได้จาก “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่ http://bit.ly/1Jfb0Bs
เราจะเห็นได้ว่า ครั้งนี้และครั้งแรก แม้ต่างกัน 14 ปี แต่เนปจูนเพ็ญ-ราหู-พฤหัสยังเป็นดาวเจ้าการหลักเหมือนเดิม ที่สำคัญคือเสาร์-พลูโตที่เล็งอังคารเดิมครั้งก่อน อันแสดงถึงปัญหาการคลังระยะยาว ก็ปรากฏตัวเช่นกัน พลูโตธนูทำมุม 150 กับอังคารเดิมสนิท ส่วนเสาร์พิจิกก็ส่งกระแสเป็นเกณฑ์ 7 ไปที่อังคารเดิมด้วย มีความเป็นไปได้ที่เม็ดเงินจากมาตรการนี้ไม่สร้างผลตอบแทนกลับคืน แปลง่ายๆ การอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าอาจใช้ไม่ได้ผล (หรือได้ไม่คุ้มเสีย)
กงล้อของประวัติศาสตร์ย้อนกลับมาที่เดิมเสมอ ในโหราศาสตร์ การตีความดาวจรไม่สำคัญเท่ากับการค้นหาความหมายที่แท้จริงของวงรอบดาว (Planetary Cycle) นี่คือช่วงเวลาของวงรอบที่ 8 ซึ่งนโยบายประชานิยมมีอิทธิพลสูง ถ้ามันใช้ได้ผล-ทำให้เศรษฐกิจมั่งคั่งอย่างแท้จริง มันก็ได้ผลตั้งแต่สมัยทักษิณแล้ว ไม่ต้องรอถึงรัฐบาลประยุทธ์ แต่ถ้ามันไม่ได้ผล จะอัดเงินอีกเท่าไหร่ มันก็ไม่ได้ผลอยู่ดี !
ในบทความ “เมื่อไหร่การเมืองไทยสงบ คำตอบอยู่ที่ดวงเมือง” ของผู้เขียนในเว็บกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 1 สิงหา 56 (http://bit.ly/1yUUBgO) มีเนื้อหาบางตอนที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
“...เกิดด้วยเหตุอันใด ย่อมดับด้วยเหตุอันนั้น มูลเหตุของวงรอบที่ 8 คือความโลภ ความโลภนี้เอง ที่ผลักดันวงจรให้ดำเนินไป จนในที่สุด ความโลภก็ย้อนกลับมาทำลายตัวมันเอง
นโยบายประชานิยมจากภาครัฐที่มากขึ้น รุนแรงขึ้น สะท้อนถึงความโลภที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างมากเช่นกัน ประเทศชาติมีทรัพยากรจำกัด แต่ความโลภของคนไร้ขีดจำกัด ไม่ช้าก็เร็ว สภาพเช่นนี้ต้องพังทลายลง
วิกฤติการเงินการคลังของภาครัฐ จึงเป็นผลสุดท้ายที่เลี่ยงไม่ได้ แน่นอน มันย่อมส่งผลกระทบไปถึงภาคเอกชนและครัวเรือน...”
เหลือเวลาอีก 2 ปี เราจะได้รู้กันว่า มนุษย์เปลี่ยนแปลงลิขิตฟ้าได้หรือไม่?






