วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดราม่า “จราจร”

คนจำนวนมากมักจะสะใจและสมน้ำหน้า กับภาพคลิปที่คนขับรถปาดหน้าคนอื่นประสบเคราะห์กรรมอย่างทันตาเห็น

เพราะรู้สึกในทันทีกับภาพว่า คนที่ขับรถปาดหน้าคนอื่นย่อมเป็นคนผิด

ความรู้สึกรวบยอดของการรับรู้เช่นนี้ เกิดขึ้นจากปัจจัยสองประการด้วยกัน ประการแรก เป็นเงื่อนไขของการถ่ายทอดคลิป ซึ่งไม่สามารถจะถ่ายทอดได้ยาวนานพอ ทำให้ “ไฮไลต์” อยู่เฉพาะตอนท้ายของภาพ ที่ต้องการจะสื่อสาร ประการที่สอง การรับรู้ถูกกำกับด้วยสามัญสำนึกแบบคนไทยในปัจจุบัน ที่เน้นมองเห็นเฉพาะความผิดเฉพาะหน้าเท่านั้น

ประการแรกคงไม่ต้องอธิบายมากมายอะไร สำหรับประการที่สอง ต้องขอย้ำว่า คนไทยจำนวนมากในสังคมไทยไม่ได้ไร้สติปัญญาในการคิด แต่พวกเขาถูก “รัฐ” ทำให้สามัญสำนึกตื้นเขินในการตัดสินใจทุกๆ เรื่อง โดยรัฐมุ่งเน้นให้เห็น/รับรู้เฉพาะสิ่งที่จะปรากฏเฉพาะหน้า คนไทยภายใต้รัฐแบบนี้จึงไม่สามารถมองอะไรไกลไปเกินกว่าสิ่งที่พบเห็นเฉพาะหน้า ลองคิดถึงการอ้างเหตุให้ทำรัฐประหารที่ง่ายและเฉพาะหน้าอย่างมากๆ

แน่นอน ทางจิตวิทยาและปรัชญา ก็มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับความหมายของ “สามัญสำนึก” กันหลากหลายและมากมาย และข้อถกเถียงหลายประการก็ลึกซึ้งมาก แต่ในที่นี้ ขอสรุปเพียงว่า “สามัญสำนึก” คือ การรับรู้และแปลความหมายเบื้องต้น ของประสบการณ์ชีวิตของคนกับสรรพสิ่งรอบตัว ที่ทุกผู้ทุกคนก็เริ่มต้นจากการสรุปแบบตื้นเขิน หรือง่ายๆ ก่อน แต่ด้วยศักยภาพของมนุษย์ก็จะทำให้สามารถพัฒนาเป็นสามัญสำนึกที่รอบด้านและลึกซึ้งได้

ในกรณีการจราจร สามัญสำนึกของคนไทยถูกทำให้ตื้นเขินด้วยการทำให้ “การจราจร” กลายเป็นเหมือนการเดินทางที่หยวนๆ กันไป ดังเช่น คำขวัญทำนองว่า ให้ขับรถอย่างมีน้ำใจแล้วภัยจะไม่มี เป็นต้น น้ำใจที่รับรู้กันก็คือก็ปล่อยๆ กันไปเท่านั้นเอง

 การทำให้เกิดความตื้นเขินเช่นนี้ จึงทำให้คนขับรถในท้องถนนจำนวนมาก จะไม่สามารถจินตนาการถึงคนอื่นที่อยู่ในระบบของ “การจราจร” หากแต่คิดเพียงตนและรถของตนเท่านั้น กระบวนการความตื้นเขินนี้จึงก่อปัญหาตามมามากมาย เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นหรืออาจจะเคยทำมาแล้ว เช่น การขับรถออกจากสี่แยกไฟแดงที่รถติดสาหัส ด้วยความเร็วสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง คนจำนวนไม่น้อยมีสามัญสำนึกตื้นเขินที่เน้นว่า ขับรถช้าปลอดภัย แต่ก็ไม่ได้แยแสที่จะอยู่เลนซ้ายเพื่อให้รถคันอื่นเดินทางทางขวาได้สะดวกหรือที่น่ารังเกียจมากที่สุด ได้แก่ การขับรถคร่อมเลน (มีน้อยหน่อยในกรุงเทพฯ แต่ในต่างจังหวัดมีเพียบเลย) ฯลฯ

การสอบใบขับขี่ที่ง่ายดายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ยิ่งทำให้คนจำนวนมากขับรถเป็นในระดับที่บังคับรถได้เท่านั้น การสอบการขับรถเพื่อให้ได้ใบขับขี่ ก็เป็นเหมือนการสอบเพื่อวัดว่า บังคับรถเป็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง ข้อสอบปรนัยก็ไม่ได้เชื่อมโยงอะไร นอกจากท่องจำไปกากบาท (เฮ้อ..) ทั้งหมดยิ่งทำให้การจราจรทั้งหมดต้องจมอยู่กับสามัญสำนึกตื้นเขินอย่างช่วยอะไรไม่ได้

คนจำนวนมากชื่นชอบคลิปโฆษณาชุดหนึ่งที่เน้น “คนผีเข้า” ที่ปรกติเป็นคนน่ารัก ก่อนจะออกรถก็ดูว่ามีสัตว์ใดอยู่ใต้รถไหม แต่พอขึ้นรถแล้วก็กลายเป็นอีกคนหนึ่ง ที่ด่าคนอื่นและแสดงท่าทีเป็นปีศาจร้าย แต่หากลองสมมุติเป็นคนที่อยู่ในคลิป ก็จะเข้าใจได้ว่า คนเช่นนี้น่าจะเป็นคนที่ขับรถเป็น รู้ว่าเมื่อไรควรจะขับเร็ว เมื่อไรควรจะขับช้า เมื่อไรควรจะให้สัญญาณแก่คนขับรถข้างหน้าและข้างหลัง เพื่อให้เขาตัดสินใจได้ดีขึ้น เมื่อไรควรจะอยู่เลนไหน การขับรถเป็นจะต้องประกอบด้วยจินตนาการ เชื่อมโยงรถที่ตนขับกับการจราจรทั้งหมด เพื่อที่จะทำให้ระบบการจราจรดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เชื่อว่า “คนขับรถเป็น” เหล่านี้ต่างหาก ที่พยายามจะรักษาการจราจรให้มันเดินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เขาจะโมโหมากขึ้น เมื่อเผชิญหน้ากับคนขับรถไม่เป็นบนท้องถนน ซึ่งมีมากมายเหลือคณานับ เขาจึงกลายเป็นคน “ผีเข้า” เวลาขับรถ

ผมอยากจะเดาอีกด้วยว่า คนชื่นชอบคลิปนี้ก็เป็นคนที่บังคับรถได้แต่ขับรถไม่เป็น (พนันร้อยบาทเอาขี้หมากองเดียว) ที่น่าแปลกใจ ก็คือ ตำรวจจราจรบ้านเราก็ไม่มีใครสนใจเอาผิดหรือสั่งสอนคนที่ขับรถไม่เป็น แต่มีใบขับขี่ ตำรวจจราจรไม่เคยให้ใบสั่งคนขับรถออกจากสี่แยกด้วยความเร็วต่ำมากๆ จนทำรถติด คนขับรถช้า (รถส่วนตัว) ในเลนขวาก็ไม่เคยถูกเรียกเพื่อตักเตือน

ความรู้สึกที่ต้องทนกับคนขับรถไม่เป็น และทะลึ่งไม่รู้ตัวว่าตนทำให้การจราจรมันเลวร้ายลงไป คงเป็นความรู้สึกของคนที่อยากจะเป็น/เป็นปีศาจในคลิป “ผีเข้า “ (ฮา)

เชื่อด้วยว่าสถิติอุบัติเหตุที่มากขึ้นมาก และร้ายแรงมากขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เกิดจากคนบังคับรถได้อย่างเดียว แต่ขับรถไม่เป็นนี่แหละ น่าเสียดายที่ไม่มีใครขยันไปเก็บข้อมูลสถิตินี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรจะทำนะ (อย่าปล่อยให้เป็นคดี “ดำ/น้ำ” อย่างที่ทำเลย) เพื่อที่จะทำให้เกิดการมองปัญหาจราจรที่พ้นจากปลายจมูก

ดังนั้น คนที่ชอบชมคลิปจราจร ควรจะตระหนักด้วยว่า อย่าหลงติดเฉพาะปลายเหตุ ต้องคิดหรือสร้างการรับรู้ที่กว้างขวางมากไปกว่าสะใจกับการด่าคนขับรถปาดหน้าคนอื่น ต้องคิดว่าก่อนหน้าที่คนจะโดนปาดหน้า คนๆ นั้นขับรถอย่างไรด้วย แน่นอนว่าที่เขียนอย่างนี้ไม่ได้เอาใจช่วย “มิตซูบิชิเหลือง” หรือการปาดหน้าที่ไร้คุณธรรมแต่ประการใด หากแต่ลองหาวิธี “ลงโทษ” คนขับรถไม่เป็นด้วย เพื่อที่จะทำให้การจราจรดีขึ้นและอุบัติเหตุน้อยลง

ดราม่าจราจรก็เหมือนดราม่าในเรื่องอื่นๆ ก็คือมันจะทำให้เราโง่เขลา และจมปลักอยู่ในอารมณ์ตื้นๆ เท่านั้น