สารพัดทุจริต สูบเงินไอแบงก์

“ธนาคารอิสลาม” หรือไอแบงก์ ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545
ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เปิดดำเนินกิจการครั้งแรกเมื่อ 12 มิถุนายน 2546 มีสาขาแห่งแรกอยู่ที่คลองตัน จากนั้นก็เริ่มทยอยเปิดสาขาในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคใต้ กระทั่งสิ้นปี 2548 มีสาขา ทั้งสิ้น 9 สาขา
แนวคิดการจัดตั้งธนาคารอิสลาม ได้ริเริ่มขึ้นจากความต้องการของชาวมุสลิมโดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นชาวมุสลิม ที่ดำเนินชีวิตตามหลักการอิสลาม โดยปี 2541 รัฐบาลได้ผลักดันให้ธนาคารอิสลาม เกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ เพื่อชาวไทยมุสลิมให้มีช่องทางการเงินที่ถูกต้องตามหลักการอิสลาม
ช่วงแรกของการดำเนินการมุ่งเน้นลูกค้าเป้าหมายชาวไทยมุสลิม แต่ธนาคารตระหนักเสมอว่าบริการตามแนวทางอิสลาม สามารถสนองต่อความต้องการของประชาชนทั่วไปได้ สร้างผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคาร สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า ไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา ปัจจุบันมี 130 สาขาทั่วประเทศ
มาวันนี้ใครจะเชื่อว่าธนาคารแห่งนี้ กำลังกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลอยู่มากมาย ที่เกิดจากการปล่อยกู้“ขาใหญ่”เกือบทั้งนั้น กับการปล่อยกู้แบบสับสน
หากปลิ้นดูไส้ธนาคารแห่งนี้ กับปัญหาที่หมักหมมซุกซ่อนอยู่ ใครพบใครเห็นบอกได้เลยต้องอยู่ในอาการ “ผงะ” ปัญหาเอ็นพีแอล
ก่อนหน้าที่ ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ จะถูกร้องขอให้เข้ามานั่งเป็นประธานบอร์ดไอแบงก์ ช่วยสางปัญหาเอ็นพีแอลที่มีอยู่กว่า 5.7 หมื่นล้านบาท ว่ากันว่าในจำนวนนี้ เป็นเอ็นพีแอลที่เกิดจากการสร้างวีรกรรม เมื่อช่วงปี 2553-2555 ไม่น้อยกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท
ปัจจุบัน ชัยวัฒน์ ได้เร่งแก้ปัญหา ตอนนี้เอ็นพีแอลมาอยู่ที่กว่า 4.8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน ค้างชำระหนี้ตั้งแต่ 3 เดือน แต่ไม่เกิน 6 เดือน อยู่ที่ 4,987 ล้านบาท หนี้ชั้นสงสัย ค้างชำระตั้งแต่ 6 เดือน แต่ไม่เกิน 12 เดือนอยู่ที่ 10,317 ล้านบาท หนี้ชั้นสงสัยจะสูญที่ค้างชำระตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปอยู่ที่ 32,988 ล้านบาท มีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ 30,047 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานของไอแบงก์ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีกำไร 545 ล้านบาท แต่ด้วยเหตุที่ธนาคารยังขาดทุนสะสมสูงถึง 2 หมื่นล้านบาท ทำให้ผลการดำเนินงานช่วง 7 เดือนปี2558 (มกราคม-กรกฎาคม) ยังขาดทุน 4,851 ล้านบาท
ตัวเลขที่ปรากฏข้างบนเป็นความพยายามของ ชัยวัฒน์ ที่ต้องการเข้ามาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาในอดีต พร้อมว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินชั้นนำจากออสเตรเลีย มาให้คำแนะนำ และร่วมหาพันธมิตรให้กับธนาคาร ถือเป็นภารกิจใหญ่ กับภาวะเน่าเฟะของหนี้ ที่สร้างกันมาอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาที่สร้างกันมา ส่วนใหญ่เป็น การปล่อยกู้ขาใหญ่ ประเภทเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น ที่คอยเข้ามาสูบเงินจากไอแบงก์ออกไป ด้วยเล่ห์กลของกลุ่มคนที่สมคบคิดกันจนกลายเป็นทุจริตที่กัดกร่อนองค์กรแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย
มีคนบอกว่าการทุจริตในไอแบงก์ ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือของ “ขาใหญ่” ในแบงก์ ที่สมคบกับลูกค้าในการปล่อยกู้แล้วเรียกค่า“หัวคิวหนักๆ”
ตัวอย่างชัดๆ มีกรณีปล่อยกู้ลูกค้ารายหนึ่ง เมื่อปี 2555 แถวย่านสุขุมวิท ลงบันทึกขอกู้ 1,200 ล้านบาท เมื่อทวงถามหนี้ ลูกค้ายืนยันว่าได้เงินแค่ 800 ล้านบาท
พร้อมๆ กับบอกว่าที่เหลือ 400 ล้านบาท ใคร?รับไปบ้าง ยิ่งกว่านั้นบอกด้วยว่า“ผู้ใหญ่”แจ้งจะจัดการลงบันทึกแค่ 800 ล้านบาทให้ อะไรกันนี่..
โอ้!! ได้ยินแล้วขนหัวลุก นี่หรือการให้สินเชื่อของไอแบงก์ ดูเหมือนใต้โต๊ะมันก้อนใหญ่เสียเหลือเกิน
ทุจริตถัดมาเป็นการอมเงินค่าธรรมเนียมการขายประกัน ที่บริษัทประกันจ่ายให้ไอแบงก์แต่กลับกลายไปเข้ากระเป๋าผู้บริหารหัวใสบางคนซะอย่างนั้น เท่านี้ยังไม่พอเมื่อ 3 ปีก่อน มีการจัดเลี้ยงที่โรงแรมแห่งหนึ่งใช้งบไปร่วม 32 ล้านบาท ความแตกเมื่อโรงแรม ส่งหนังสือทวงเงินค้างจ่าย 2.5 ล้านบาท
ยิ่งกว่านี้ไอแบงก์ดูเหมือนเป็นแบงก์ที่มีการเติบโตสูง 3 ปี ขยายสาขาถึง 102 สาขา ว่ากันว่าการขยายสาขามี “งาบ” ทุกขั้นตอน ตั้งแต่รับเหมายันงานตกแต่ง
ทั้งหมดเป็นเพียงหนังตัวอย่าง ยังมีอีกมากมายที่เกิดขึ้นกับไอแบงก์ ทุกขั้นตอนกระบวนการเรียกว่ามี “งาบ” ที่แน่ๆวันนี้ ชัยวัฒน์ เมื่อเข้ามาทำงานแล้วคงมิอาจนิ่งเฉยหรือปล่อยให้กระบวนการ“งาบ”ลอยนวลได้
แว่วๆมาว่ามีการส่งเรื่องไปให้ป.ป.ช.สอบสวนแล้วถึง 21 เรื่อง ขนหัวลุกอีกครั้ง ส่วนใครจะเกี่ยวหรือไม่ คงต้องไปวัดดวงกันที่ป.ป.ช.ก็แล้วกัน
ฉะนั้นใครที่ยังอ้างตัวเป็นผู้บริหารไอแบงก์ วิ่งพล่านไปโน่นไปนี่ เพื่อหาที่พักพิงอาจผิดหวังเอาได้







