บทเรียนเหตุระเบิดศาลองค์ท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ และสะพานสาทร
วันที่ 17 และ 18 สิงหาคม ทำให้เราเห็น “ช่องโหว่” ประเทศไทย หลายด้าน ทั้งในระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติ
นโยบายต่างประเทศของไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ “ดอน ปรมัตถ์วินัย” เน้นย้ำนโยบายหลัก 5 ข้อ ได้แก่ 1. การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับทุกประเทศ 2.นโยบายต่างประเทศของไทยเป็นส่วนประกอบสำคัญยิ่งของนโยบายแห่งชาติ 3.การทำงานกันอย่างบูรณาการกับทุกภาคทุกส่วน 4.ภารกิจทุกด้านจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยและความอยู่ดีมีสุขของประชาชน 5.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกๆ ด้านให้มีความพร้อมต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
(http://www.mfa.go.th/ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศ 25 สิงหาคม 2558)
ด้านรองผู้อำนวยการ ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “ศราวุฒิ อารีย์” บอกว่า เหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์และสาทร ไทยต้องประสานกับนานาชาติ และองค์กรมุสลิมโลก เพราะปัญหาการนำพา การส่งกลับ เป็นเรื่องอ่อนไหวต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ศราวุฒิ อารีย์” มองว่า เหตุระเบิดที่โยงไปถึงกลุ่มอุยกูร์ เป็นเรื่องของการแก้แค้นส่วนตัว การส่งกลับชาวมุสลิมอุยกูร์ให้จีน สร้างความไม่พอใจให้ชาวอุยกูร์ เป็นเหตุเป็นผล ทำให้เชื่อมั่นว่าไม่ใช่ก่อการร้ายสากล เพราะกลุ่มก่อการร้าย จะมีเป้าหมายการก่อเหตุ แจ้งจุดประสงค์ ไม่ว่ากลุ่มอัลกออิดะห์ หรือกลุ่มไอซีส เราไม่ใช่เป้าหมายการลงมือ
ความเข้าใจของคนไทย ต่อกลุ่ม “อุยกูร์” ยังไม่ชัดเจน แท้ที่จริงแล้วอุยกูร์ เป็นกลุ่มคนรักสงบ ไม่ใช่กลุ่มหัวรุนแรง ส่วนผู้ก่อเหตุรุนแรง เป็นคนกลุ่มน้อย ของอุยกูร์ หรือน่าจะเป็นกลุ่มเติร์ก กลุ่มมุสลิม ที่รักเพื่อนพ้องเชื่อมั่นว่าไม่ว่ามุสลิมประเทศใดเป็นสายเลอดเดียวกัน
การที่กลุ่มอุยกูร์ เลือกประเทศไทย เป็นเส้นทางผ่านไปมาเลเซีย เพิ่งมีในระยะหลัง จากที่ก่อนหน้านี้จะใช้เส้นทางเอเชียกลาง แต่ช่วงหลังรัฐบาลจีน ไปสนับสนุนประเทศแถบเอเชียกลาง ปิดเส้นทางไม่ให้ชาวอุยกูร์ อพยพไปตุรกี
ปัญหาผู้อพยพอุยกูร์ ถ้าหากไทยจะ “อุดช่องโหว่” เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ไทยต้องไม่ใช้วิธีการเหมือนที่ผ่านมา แต่ควรหารือองค์กรมุสลิมโลก ซึ่งจะมีเครือข่ายทั่วโลก และเป็นแนวทางลดความขัดแย้ง
“ศราวุฒิ อารีย์” มองว่า กลุ่มผู้ลงมือวางระเบิดราชประสงค์ และสาทร ต้องมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง เพราะลำพังศักยภาพของกลุ่มอุยกูร์ติดอาวุธ ไม่มีความสามารถจัดหา และวางระเบิดได้อย่างมีชั้นเชิง
ส่วนกลุ่มผู้ต้องหา ที่ถูกจับกุมได้ เป็นแค่กลุ่มที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือก่อเหตุเหมือนระเบิดที่บาหลี หรือ 911 สหรัฐอเมริกา
ด้าน “ช่องโหว่ในระดับปฏิบัติ” เป็นไปตาม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พูดถึงความหละหลวมของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง มีส่วนกับการเรียกรับผลประโยชน์ในทุกระดับ ง่ายต่อการที่กลุ่มผู้ประสงค์ร้าย เดินทางเข้ามาก่อเหตุรุนแรงในประเทศ
บนเรียนระเบิดราชประสงค์ จึงชี้ให้เห็นช่องโหว่ประเทศไทย ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ







