นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ชอบคำว่า “รากหญ้า” ขอให้คนไทยใช้คำว่า “ผู้มีรายได้น้อย” แทน
เพราะสังคมไทยไม่ควรจะมีการแบ่งชนชั้น
ในคำปาฐกถาพิเศษเปิดสัมมนา “ปฏิรูปการศึกษาสร้างอนาคตประเทศไทย” ตอนหนึ่งท่านบอกว่า
“...วันนี้ ขออนุญาตใช้มาตรา 44 ไม่ให้ใครในประเทศนี้ ห้ามเรียกคนเหล่านี้ว่ารากหญ้า ให้เรียกว่าคนมีรายได้น้อย มีการศึกษาน้อย ต้องยกระดับพวกเขามาให้เท่าเทียม อย่าไปเรียกว่าเป็นรากหญ้า วันนี้ บ้านเมืองไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นแล้ว ไม่มีอำมาตย์ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น อำมาตย์ก็คือข้าราชการ เป็นตัวแทนของพระบาทสมเด็จประเจ้าอยู่หัว จะมาดูแลประชาชน...”
คำว่า “รากหญ้า” ถูกใช้ไปในความหมายทางการเมืองอย่างไรเป็นการตีความของแต่ละคน แต่ที่มาของคำนี้คือ grassroots ในภาษาอังกฤษ
แรกเริ่มคำนี้ไม่ได้เกี่ยวกับคนกลุ่มที่มีรายได้น้อยหรือมาก เป็นคำที่สะท้อนถึงพลังของคนชุมชนท้องถิ่นที่รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับระดับชาติ
อีกความหมายหนึ่งของ grassroots movement คือขบวนการสังคมชุมชนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ เป็นการรวมตัวของคนในชุมชนที่มีความรู้สึกร่วมกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชุมชนตนเอง
แตกต่างไปจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองที่มีการ “จัดตั้ง” ที่มีคนบางกลุ่มหรือบางคนหนุนหลังอยู่
อีกนัยหนึ่ง คำว่า “ความเคลื่อนไหวระดับรากหญ้า” หมายถึงความใกล้ชิดกับคนท้องถิ่น ชาวบ้านธรรมดาที่แตกต่างไปจากคนหรือกลุ่มคนที่มีอำนาจหรือมีตำแหน่งแห่งหนหรือมีฐานะที่ดีกว่าคนอื่น
แต่เมื่อนักการเมืองไทยเอานโยบาย “ประชานิยม” มาใช้ก็หยิบเอาคำว่า “รากหญ้า” มาประกบ ทำให้ตีความว่าเป้าของการหว่านเงินเพื่อประโยชน์ในการหาความนิยมของพรรคการเมือง นั้นคือคนที่ยากจนแร้นแค้นและพึ่งพาตนเองไม่ได้
เพราะความผิดเพี้ยนนี้ คำในการเมืองไทยคำว่า “ประชานิยม” กับคำว่า “รากหญ้า” จึงถูกนำมาใช้ในความหมายที่แบ่งแยกระหว่างคนมีอำนาจและมีเงิน กับคนที่ต่ำต้อยไม่มีทั้งเงินและไม่มีทั้งอำนาจต่อรอง
ทั้งที่ความจริงแล้วรากศัพท์ของ “รากหญ้า” มีความหมายตรงกันข้าม เพราะ “ความเคลื่อนไหวรากหญ้า” คือกลุ่มคนที่รวมตัวกันต่อรองกับอำนาจทางการเมืองระดับชาติ หรือหนุนเนื่องการเมืองระดับนโยบายให้สามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คนในท้องถิ่นต้องการ
จะว่าไปแล้ว หากตีความคำว่า “รากหญ้า” ให้ถูกต้อง พลังจากชุมชนที่เรียกว่า grassroots movement อยู่ตรงกันข้ามกับการเมืองแบบประชานิยมด้วยซ้ำไป
ดังนั้น คำว่า “รากหญ้า” จึงไม่ได้มีความหมายเหมือน “คนมีรายได้น้อย” เสมอไป ยกเว้นเสียแต่ว่าเราจะกลายเป็นเหยื่อของวาทกรรมการเมืองที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งถึงทุกวันนี้
เพราะหากเราเรียกใครกลุ่มหนึ่งว่าเป็น “ผู้มีรายได้น้อย” ก็จะเกิดคำถามต่อไปว่า “รายได้น้อย” ที่ว่านั้นคือเท่าไหร่ และ “รายได้ปานกลาง” คือเท่าไหร่ อีกทั้ง “เศรษฐี” หรือ “เจ้าสัว” ที่เราได้ยินบ่อย ๆ นั้นจะต้องมีรายได้และทรัพย์สินเท่าไหร่จึงจะตรงความหมายที่เราสื่อสารกันในสังคมไทย
ความจริง ที่เราควรจะต้องถกแถลงกันว่าคำไหนควรใช้หรือไม่ควรใช้เพื่อไม่ให้เกิด “คนหลายชนชั้น” ในสังคมไทยยังมีอีกหลายคำนัก
ไม่ว่าจะเรียกนายทหารว่า “บิ๊ก” เพื่อสื่อความหมายว่ามีอำนาจบารมีมากกว่าคนอื่น
หรือคำว่า “เจ้าสัว” ที่ตอกย้ำว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่ร่ำรวยมหาศาล แต่ไม่แน่ชัดว่ามีส่วนช่วยสังคมให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นเพียงใดหรือไม่
ส่วนคำว่า “อำมาตย์” กับ “ไพร่” นั้นกลายเป็นประวัติศาสตร์แห่งวาทกรรมการเมืองของความขัดแย้งไปโดยสมบูรณ์แล้ว มิอาจจะนำมาวิเคราะห์ด้านภาษาและนัยของความหมายดั้งเดิมได้เลยแม้แต่น้อย





