ใครๆก็รู้ว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก
และคนส่วนมากมักจดจำสมการสั้นๆของเขาได้เป็นอย่างดีว่า E = mc2 ถึงแม้จะไม่เคยเข้าใจเลย ว่ามันหมายถึงอะไรก็ตาม!
สำหรับคนธรรมดาอย่างเรา นั่นเป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะเคยมีคำกล่าวว่า ในโลกนี้น่าจะมีนักวิทยาศาสตร์ประมาณสัก 10 คนเท่านั้น ที่สามารถเข้าใจความคิดของไอน์สไตน์ ได้อย่างลึกซึ้งจริงๆ!
แม้จะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ไอน์สไตน์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งซึ่งย่อมมีเรื่องที่ทำให้เกิดความรู้สึกดีใจหรือเสียใจได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป คุณเคยทราบไหมว่าอัจฉริยะคนนี้ เคยยอมรับมาแล้วว่าเขาเสียใจอย่างยิ่งที่ครั้งหนึ่งได้จับปากกาขึ้นมา แล้วจรดลงไปเพื่อลงนามในจดหมายฉบับหนึ่ง ที่ส่งไปถึง ประธานาธิบดีแฟรงค์กลิน ดี รูสเวลท์ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ.1939
วันนั้น นักวิทยาศาสตร์ชาวฮังกาเรียน3 คน ซึ่งเคยทำงานที่เยอรมันมาก่อน ได้ขอเข้าพบไอน์สไตน์แล้วแจ้งว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก ที่เยอรมันภายใต้ผู้นำฮิตเลอร์ กำลังพยายามสร้างระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมา ดังนั้นทั้ง 3 คน จึงชักชวนไอน์สไตน์ให้เขียนจดหมายส่งไปถึงประธานาธิบดี รูสเวลท์เพื่อแจ้งให้ทราบถึงหายนะอันยิ่งใหญ่ ถ้าหากเยอรมันสามารถสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ก่อนชาติอื่นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ไปพบไอน์สไตน์ ได้ร่างจดหมายแล้วไอน์สไตน์ ก็ลงนามในจดหมายนั้นแต่เมื่อได้ส่งจดหมายไปแล้ว ทุกอย่างก็เงียบหายไป
จนกระทั่งอีกสองปีต่อมา ปลายปี ค.ศ.1941 กองทัพญี่ปุ่นได้บุกเข้าถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์ ทำให้อเมริกาต้องเข้าร่วมสงครามโลกอย่างเต็มตัวและด้วยความที่เชื่อว่าเยอรมันกำลังจะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ อเมริกาจึงเร่งทำโครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ในปี ค.ศ.1943 จนในที่สุดก็สามารถสร้างได้สำเร็จ 3 ลูก
6 สิงหาคม 1945 ระเบิดปรมาณูลูกแรกได้ถูกทิ้งลงเพื่อทำลายฮิโรชิมา ผู้คนเสียชีวิตไปอย่างน่าสยดสยองจำนวนประมาณ 150,000คน จากนั้นอีกเพียง 3วัน คือวันที่ 9 สิงหาคม 1945 ระเบิดลูกที่สองก็ลงที่นางาซากิ ทำลายชีวิตผู้คนไปอีกไม่น้อยกว่า 70,000คน
เดือนนี้ สิงหาคม 2558 จึงเป็นเดือนครบรอบ70ปี แห่งความทรงจำอันเลวร้าย ญี่ปุ่นได้จัดงานเพื่อรำลึกถึงความโหดร้ายของสงคราม และมหันตภัยของระเบิดนิวเคลียร์ ที่สามารถทะลุทะลวง ทำลายชีวิตและทรัพย์สิน อย่างสุดที่จะจินตนาการ
ความจริง ไอน์สไตน์ เป็นคนที่รักสันติภาพและเขาก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์โดยตรง เพียงแต่ทฤษฎีของเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆพัฒนาต่อยอดจนสามารถสร้างได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เมื่อนิวเคลียร์ถูกนำไปใช้ทำลายชีวิตผู้คนมากมาย ไอน์สไตน์ ก็ได้ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่าเขาเสียใจอย่างยิ่ง ที่ได้ลงนามไปในจดหมายฉบับนั้น
“ถ้าผมรู้ว่าเยอรมัน ไม่สามารถที่จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จ ผมก็จะไม่ยกปากกาด้ามนั้นขึ้นมา อย่างแน่นอน”
ความจริงมนุษย์ กับอาวุธเป็นของคู่กันมาโดยตลอด นับตั้งแต่อาวุธยุคหิน ที่มนุษย์ใช้ในการล่าสัตว์เป็นอาหาร แล้วต่อมาก็พัฒนาเป็นอาวุธโลหะแต่อาวุธที่มีพลังในการทำลายล้างชีวิตมนุษย์ด้วยกันจำนวนมากนั้น นักวิชาการระบุว่ามีพัฒนาการที่สำคัญ 2 ยุคสมัย ยุคแรกคือเมื่อมีการค้นพบวิธีผลิตดินปืนในประเทศจีน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 อีกยุคหนึ่งคือเมื่อมนุษย์สามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้
แต่คุณผู้อ่านทราบไหมครับว่าอาวุธที่จะทำลายล้างมนุษยชาติในยุคต่อไปจะมีรูปแบบใด และจะมาถึงเมื่อใด คำตอบก็คือวันนั้น ใกล้จะมาถึงแล้วครับ และนักวิชาการกำลังห่วงใยว่า ครั้งนี้มีโอกาสที่จะเป็นอาวุธล้างโลก ได้เลยทีเดียวถ้าหากเรายังปล่อยปละละเลยให้พัฒนาต่อไป อย่างไร้กติกาสากล
ครับ...ผมกำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า Artificial Intelligence(AI)หรือที่ภาษาไทยแปลว่า“ปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งหมายถึงการพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถคิดได้ และตัดสินใจได้เหมือนมนุษย์ เมื่อต้นปีนี้ นักวิชาการ และนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกจำนวนมาก ได้ประชุมร่วมกันด้วยความกังวลว่ามีแนวโน้มสูงที่จะมีการนำ “หุ่นยนต์” มาใช้ในการรบ เพราะจะเป็นการลดการสูญเสียชีวิตของทหาร และมีพลังสูงมากในการทำลายข้าศึก
ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือหุ่นยนต์นักรบเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะถูกพัฒนาให้มีความสามารถในการคิดได้เองและตัดสินใจได้เองว่าจะยิงอาวุธร้ายแรงไปทำลายเป้าหมายใด และเมื่อใด ตรงนี้แหละครับ คือความเสี่ยงว่ามหันตภัยทำลายโลก กำลังจะเกิดขึ้นจริง เพราะหุ่นยนต์สามารถลงมือทำลายล้าง โดยไม่ต้องรอดุลพินิจของมนุษย์ และไม่ต้องรอคำสั่งจากมนุษย์อีกต่อไป!
แม้ยังไม่ต้องคิดไกลไปถึงขนาดนั้น เอาเพียงแค่“โดรน” ที่เริ่มบินว่อนไปทั่วโลกในขณะนี้ ก็ยังมีความกลัวกันว่า ถ้าหากคนชั่วนำโดรนมาติดอาวุธ แล้วส่งไปทำลายชีวิตประชาชนที่บริสุทธิ์...แค่นี้ก็หนาวแล้ว
ไอน์สไตน์ เสียใจอย่างยิ่งที่ได้ลงนามในจดหมายฉบับนั้นส่วนคนต่อไป ที่จะออกมาบอกว่าเสียใจ ที่ไปมีส่วนคิดหรือร่วมสร้างอาวุธล้างโลก จะเป็นนักวิทยาศาสตร์คนใด วันนี้ยังไม่ปรากฏชื่อและผมก็หวังว่าจะไม่มีวันนั้น และไม่มีคนๆนี้ให้เราได้รู้จัก
ต้นเดือนสิงหาคมนี้ ประเทศญี่ปุ่นรำลึกถึงความเจ็บปวดจากการโดนระเบิดนิวเคลียร์ถึง 2 ลูก แต่กลางเดือนสิงหาคม ประเทศไทย ก็ได้พบกับระเบิด 3 กิโลกรัม ที่คนใจเหี้ยมได้นำไปวางไว้ที่ศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมาผมมีความรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าระเบิดลูกนี้ได้ถูกทิ้งลงตรงกลางดวงใจของคนไทยที่รักชาติทุกคน เพราะภาพที่เราเห็นช่างน่าเศร้าสลดใจอย่างเหลือเกิน และสำหรับชาวต่างชาติ ที่ญาติพี่น้องของเขาต้องมารับเคราะห์กรรมจากฆาตกรใจดำอำมหิตในครั้งนี้ด้วยมันก็เป็นระเบิดที่ทำลายล้างที่กลางดวงใจของเขาเช่นกัน
คนที่สั่งให้ทำ และคนที่ลงมือทำไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถ้าเสี้ยวหนึ่งของหัวใจยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่บ้าง เมื่อได้เห็นผลแห่งการกระทำแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างหนอ
อีกไม่นาน พวกนี้ก็จะต้องออกมาให้คำตอบแก่สังคมไทย






