วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดหุ้นจีน SEE อีกทางโต 'เอสเอ็มอี'

หากเอ่ยถึง “ตลาดซื้อขายตราสารทุนเซี่ยงไฮ้” (Shanghai Equity Exchange หรือ SEE)

 หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นหู 

แต่สำหรับ “ผู้ประกอบการขนาดเล็ก” หรือ เอสเอ็มอี โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการหา “คู่ค้า” ควบคู่ “เงินทุน” ในเมืองจีน เริ่มรู้จักตลาดนี้มากขึ้น

“ตลาดซื้อขายตราสารทุนเซี่ยงไฮ้” ถือกำเนิดในปี 2553 โดยมีสภามนตรีแห่งรัฐ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีน และเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ถือหุ้นใหญ่ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กจากทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ “ไร้จุดเด่น” และไม่มี Value-added หรือ innovation สามารถเข้ามาระดมทุนและหาคู่ค้าใหม่ๆได้ในตลาดดังกล่าว

ปัจจุบัน มีบริษัทเข้าระดมทุนในตลาด SEE แล้วประมาณ 5.1 พันแห่ง ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจจากเมืองจีน ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือก ผลิตภัณฑ์สปา เครื่องสำอางจากธรรมชาติ ซอฟต์แวร์ และงานเกี่ยวกับที่ปรึกษาทางการเงิน เป็นต้น

สำหรับเงื่อนไขของบริษัทจดทะเบียนที่จะเข้ามาซื้อขายในตลาด SEE บนกระดาน Q-Board ไม่ได้กำหนดรูปแบบตายตัว ขอเพียงเป็นบริษัทที่มีอยู่จริง และไม่เคยถูกดำเนินคดีใดๆ โดยบริษัทจดทะเบียนที่ซื้อขายในกระดาน Q-Board จะสามารถเสนอขายหุ้นให้กลุ่มนักลงทุนเฉพาะเจาะจงที่ถูกคัดเลือกจากงานสัมมนาจับคู่นักลงทุนที่ตลาด SEE เป็นแม่งาน

ส่วนบริษัทจดทะเบียนที่จะซื้อขายบนกระดาน E-Board ต้องมีจำนวนสินทรัพย์ประมาณ 25 ล้านบาท หรือประมาณ 5 แสนหยวน และบริษัทจดทะเบียนดังกล่าวสามารถเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนได้ทั้งแบบ PP ,IPO ,RO หรือหุ้นกู้ เป็นต้น

  “วันวนัส มาอินทร์” ผู้แทนประจำประเทศไทย CLMV บริษัท BMI Consultants จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง, เซินเจิ้น และเซี่ยงไฮ้ อธิบายว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาด SEE ได้รับการตอบรับจากบริษัทจดทะเบียนจากหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการหาคู่ค้าและเงินทุนทางธุรกิจ

ปัจจุบันมูลค่าการลงทุนในตลาด SEE ขึ้นมาอยู่ระดับ 3 หมื่นล้านบาทแล้ว โดยทางการจีนมีเป้าหมายว่า ในอนาคตตลาด SEE จะต้องมีธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วทุกมุมโลกเดินหน้าเข้าตลาด SEE ในระดับ 7 พันแห่ง

ด้วยความที่ขั้นตอนในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนไม่ซับซ้อน และค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับการนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นหลัก ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีหลายราย แสดงความสนใจจะเข้าไประดมทุนในตลาด SEE  แม้ว่าเรื่องนี้จะยังค่อนข้างใหม่มาก สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กในเมืองไทย โดยเท่าที่สำรวจยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก

เขา ยังบอกด้วยว่า บริษัทที่จะเข้าซื้อขายในกระดาน Q-Board ตามสถิติจะใช้เวลาดำเนินการเพียง 4 เดือน ซึ่งถือว่าสั้นมาก และใช้เงินเพื่อเข้าซื้อขายในตลาด SEE เพียง 2 ล้านบาท ส่วนกระดาน E-Board จะใช้เวลาดำเนินการ 6-7 เดือน และใช้เงินเพียง 12-15 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่น้อยเมื่อเทียบกับการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย

สำหรับเป้าหมายหลักของธุรกิจขนาดเล็ก ที่ต้องการเข้าซื้อขายในตลาด SEE คือ เมื่อธุรกิจแข็งแกร่งมากขึ้นก็จะย้ายตัวเองไปซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลก หลังสามารถเพิ่มมูลค่าหุ้น IPO ได้สูงสุดเป็นอันดับสองรองจากตลาดหุ้นนิวยอร์ก 

ล่าสุด BMI กำลังทำ Business Plan ให้บริษัทสัญชาติไทย 2 แห่ง ซึ่งดำเนินธุรกิจพลังงานทางเลือก และธุรกิจสปา คาดว่าจะสามารถเข้าระดมทุนในตลาด SEE ภายในปีนี้ สาเหตุที่สองบริษัทนี้สนใจเข้าระดมทุนในตลาด SEE นอกจากจะต้องการคู่ค้าควบคู่เงินทุนแล้ว การเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกของตลาด SEE จะทำให้บริษัทดังกล่าวมีสตอรี่ในเมืองจีน ส่งผลให้ดำเนินธุรกิจในจีนได้ง่ายขึ้น

ทว่า ในอีก 15 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจเมืองจีนจะขยายตัวจาก 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 22.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ “ความหอมหวาน” นี้จึงกลายเป็นโอกาสที่จะทำให้ “ผู้ประกอบการเอสเอ็ม อี” ที่ต้องการเข้าไปแสวงหาคู่ค้าและกำไรในแดนมังกรได้เติบโตทางลัด อย่าง “ก้าวกระโดด”

 ............................

[email protected]