ข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของ Sex Workers

จากการที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้มีมติรับรองนโยบายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของ Sex Workers
(ผมขอใช้ทับศัพท์ไปก่อน) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2558 ในการประชุม International Council Meeting ณ กรุงดับลิน สาธารณรัฐไอซ์แลนด์ โดยมีผู้แทนจากทั่วโลก ซึ่งผมและคณะจากประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งมติดังกล่าวเน้นไปที่การยกเลิกโทษทางอาญา (decriminalization) จึงมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยตามมาอย่างมากมาย และบางส่วนยังสงสัยในแนวนโยบายนี้ ผมจึงขอนำข้อสงสัยที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้รับและประมวลเป็นคำถามคำตอบมาเสนอโดยย่อ ดังนี้
ทำไมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จึงจำเป็นต้องมีนโยบายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของ Sex Workers
Sex Workers เป็นหนึ่งในกลุ่มที่อยู่ชายขอบมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก ในหลายประเทศพวกเขา (ทั้งหญิงทั้งชายและทุกเพศสภาพ) ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และการปฏิบัติมิชอบอยู่เสมอ ซึ่งในหลายๆ กรณีพวกเขาถูกละเมิดและปฏิบัติมิชอบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และลูกค้า รวมถึงจากบุคคลที่สามด้วย ตัวอย่างจากการสำรวจเมื่อปี 2010 ที่ปาปัวนิวกินี 50% ถูกรุมข่มขืนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มลูกค้า
อะไรคือความแตกต่าง ระหว่างการทำให้ถูกกฎหมาย (legalization) กับการยกเลิกโทษทางอาญา(decriminalization) ทำไมแอมเนสตี้ฯ ถึงไม่เรียกร้องให้การขายบริการทางเพศ (Sex Work) เป็นการกระทำที่ถูกกฎหมาย
การยกเลิกโทษทางอาญา (decriminalization) ก็หมายความว่า เมื่อมีการขายบริการทางเพศ Sex Workers จะไม่เป็นผู้ที่ละเมิดกฎหมายอาญาอีกต่อไป พวกเขาจะไม่ถูกบีบบังคับให้อยู่นอกกฎหมาย และจะทำให้การกำหนดกรอบคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทำได้ดีกว่า
ส่วนการทำให้ถูกกฎหมาย (legalization) นั้น หมายความว่า รัฐจะสามารถทำกฎหมายและนโยบายเฉพาะมากำหนดเกี่ยวกับการขายบริการทางเพศ (sex work) มันจึงทำให้เกิดระบบที่เรียกว่า “สองระดับ (two tier system)” ซึ่งจะทำให้ผู้ที่อยู่นอกกฎหรือนโยบาย (เช่น การจดทะเบียน-ผู้เขียน) ยังเป็นผู้ที่จะต้องถูกลงโทษทางอาญาอยู่ เมื่อพวกเขาไม่ถูกปฏิบัติเยี่ยงอาชญากรแล้ว ความเสี่ยงที่จะถูกปฏิบัติอย่างแข็งกร้าวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจย่อมลดลง การยกเลิกโทษทางอาญา จะเป็นการคืนสิทธิแก่พวกเขาที่จะประกอบอาชีพโดยไม่ต้องมีสังกัด
การยกเลิกโทษทางอาญาจะส่งเสริมให้มีการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้นหรือไม่
แอมเนสตี้ฯ มีความชัดเจนในการประณามการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบอย่างรุนแรง และเมื่อพวกเขาไม่ถูกปฏิบัติเช่นผู้ประกอบอาชญากรรมแล้ว พวกเขาสามารถให้ความร่วมมือ กับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่จะชี้ชัดว่า ใครเป็นผู้ค้ามนุษย์และใครเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์
องค์กรต่างๆ เช่น Global Alliance Against Trafficking Women, Anti-Slavery International และ International Labour Organization ต่างก็เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษทางอาญา (decriminalization) ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้มีการรับรองสิทธิ ของผู้ที่ขายบริการทางเพศ และและช่วยยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่มีต่อพวกเขา ซึ่งรวมถึงการค้ามนุษย์อีกด้วย
การยกเลิกโทษทางอาญา (decriminalization) ของการขายบริการทางเพศ จะช่วยคุ้มครองสิทธิสตรีอย่างไร
นโยบายของแอมเนสตี้ฯนี้ มุ่งที่จะจัดให้มีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง ซึ่งบ่อยครั้งที่เป็นผู้ที่อยู่ชายขอบของสังคม ซึ่งความไม่เสมอภาคทางเพศ และการเลือกปฏิบัติเป็นสาเหตุหลักของผู้หญิง ที่เข้ามาสู่การขายบริการทางเพศ
อะไรคือหลักฐานที่แอมเนสตี้ฯ ใช้สนับสนุนนโยบายนี้
แอมเนสตี้ฯ ใช้เวลา 2 ปี ในการพัฒนานโยบาย โดยมีพื้นฐานจากการวิจัยที่แน่นหนา และการหารือกับองค์กรต่างๆ รวมถึงประชาชนด้วย แอมเนสตี้ฯ ทำงานร่วมกับ World health Organization,UN AIDS,the UN Special Rapporteur on the Right to Health และองค์กรอื่นๆ ของสหประชาชาติ เรามองถึงจุดยืนของ UN Women, Anti-Slavery International,the Global Alliance in Trafficking in Women
แอมเนสตี้ฯ ได้ทำวิจัยโดยการสัมภาษณ์ Sex Workers มากกว่า 200 คน อดีต Sex Workers ตำรวจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานต่างๆ ในอาร์เจนตินา ฮ่องกง นอร์เวย์ และปาปัวนิวกินี นอกจากนั้น ยังได้มีการหารือร่วมกับ groups representing survivors of prostitution, abolitionist organizations, feminist and other women’s rights representative, LGBTI activists, anti-trafficking agencies, HIV/AIDS activist และกลุ่มอื่นๆ อีกมากมาย
ผู้ที่ขายบริการทางเพศ จำเป็นต้องมีการปกป้อง เหตุใดจึงคุ้มครอง “แมงดา (pimps)” ด้วย
นโยบายของแอมเนสตี้ฯ ไม่ได้มุ่งคุ้มครองแมงดา บุคคลที่สามที่เอารัดเอาเปรียบ และกระทำทารุณต่อ Sex Workers ยังต้องถูกลงโทษลงโทษทางอาญาอยู่
เหตุใดแอมเนสตี้ฯจึงไม่สนับสนุน Nordic model (เอาผิดเฉพาะผู้ซื้อบริการ-ผู้เขียน)
ในความเป็นจริงแล้ว ในโมเดลที่ต่อต้านการซื้อบริการนี้ ยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อ Sex Workers เพราะจะถูกนำให้ไปยังที่อยู่ของผู้ซื้อบริการ เพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่ Sex Workers จะถูกทารุณกรรมมากกว่าการขายบริการในสถานที่ของตนเอง
เหตุใดแอมเนสตี้ฯจึงเชื่อว่า การซื้อบริการทางเพศเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง
นโยบายของแอมเนสตี้ฯ ไม่ใช่เฉพาะการคุ้มครองการซื้อบริการทางเพศ แต่เป็นการคุ้มครอง Sex Workers ทั้งหมด ที่ต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเชื่อมโยงไปยังการถูกดำเนินคดีอาญา
ในฐานะขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน การลงมติรับรองนโยบายนี้ หมายความว่าแอมเนสตี้ฯ ส่งเสริมให้มีการขายบริการทางเพศใช่หรือไม่
ไม่ใช่ จากพยานหลักฐานชี้ให้เห็นว่า บ่อยครั้งที่ Sex Workers เข้ามาสู่วงการนี้ ด้วยเหตุเพราะมีทางเลือกทางนี้เท่านั้น ที่จะทำให้มีชีวิตรอดโดยไม่มีทางเลือกอื่น
อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากที่แอมเนสตี้ฯรับรองนโยบายนี้
จะเป็นการนำไปสู่การพัฒนานโยบายที่ดีที่สุด สำหรับการนำมาใช้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของ Sex Workers ตามพันธสัญญาของแอมเนสตี้ฯ ต่อไป
กล่าวโดยสรุปเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ แอมเนสตี้ฯ สนับสนุนให้มีการยกเลิกโทษทางอาญาในการมีเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากความยินยอมพร้อมใจของผู้ที่เป็นผู้ใหญ่แล้วด้วยกัน และการขายบริการทางเพศที่เกิดขึ้น จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการบังคับขู่เข็ญ การเอารัดเอาเปรียบหรือการทารุณกรรมครับ







