ระบบการชำระเงิน: ฟันเฟืองสำคัญของระบบศก.ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า “ระบบการชำระเงิน” กันอยู่บ่อยครั้ง
แต่จริงๆ แล้ว ท่านรู้จักระบบการชำระเงิน ทั้งความหมายและความสำคัญของมันมากน้อยแค่ไหน?
นิยามง่ายๆ ของระบบการชำระเงินก็คือ โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ที่ใช้ในการส่งเงินจากผู้จ่ายเงินไปยังผู้รับเงิน ซึ่งนอกจากจะมีความสำคัญในชีวิตประจำวันของเราในหลายๆ ด้าน เช่น การใช้บริการบัตรเครดิต บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต การโอนเงิน การชำระบิลต่างๆ แล้ว ยังรองรับการบริโภค การลงทุน และการค้าขายทางออนไลน์ (e-Commerce) รวมทั้งการรับ-จ่ายเงินของภาครัฐด้วย ดังนั้น ระบบการชำระเงินจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
คำถามที่ตามมา ก็คือ แล้วใครที่เป็นผู้ดูแลระบบการชำระเงินของไทย คำตอบคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญ ในการรักษาเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ให้ระบบการชำระเงินของไทยมีประสิทธิภาพ มั่นคง ปลอดภัย สามารถรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างราบรื่น โดย ธปท.เป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดทำแผนกลยุทธ์ระบบการชำระเงิน (Payment Systems Roadmap) ที่เปรียบเหมือนแผนที่นำทางในการพัฒนาระบบการชำระเงิน ให้ตอบโจทย์และความต้องการของทุกภาคส่วน รวมถึงการร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคธนาคาร และผู้ให้บริการการชำระเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ในการส่งเสริมและพัฒนาระบบการชำระเงินให้มีประสิทธิภาพ ตรงความต้องการของผู้ใช้บริการ และมั่นคงปลอดภัย
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ระบบการชำระเงินไทย ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แผนกลยุทธ์ระบบการชำระเงิน รวมทั้งการพัฒนาบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ที่ได้เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันของเรา และเป็นทางเลือกทดแทนการใช้เงินสด เช่น การใช้บัตรเดบิต บัตรเครดิต เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money)ซึ่งจากสถิติของไทยพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2553-2557) ปริมาณการใช้ e-Payment เติบโตอย่างต่อเนื่องจากประมาณ 1,120 ล้านรายการ ในปี 2553 เป็น 2,260 ล้านรายการ ในปี 2557โดยการชำระเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่(Mobile banking) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงสุดถึง 63% รองลงมาคือเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money)(37%) และบัตรเดบิต (Debit Card) (33%)
หากถามว่า e-Payment นั้นดีกว่าการใช้เงินสดอย่างไร สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ e-Payment มีส่วนช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้เร็วและสะดวกขึ้น และเป็นการส่งเสริมการใช้จ่าย ซึ่งส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยจากการศึกษาของธนาคารกลางยุโรป ชี้ให้เห็นว่า e-Payment จะส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริโภค และการค้าของประเทศ ตัวอย่างเช่น หากมูลค่าของตลาดบัตรชำระเงินเพิ่มขึ้น 1 ล้านยูโร จะส่งผลให้ระดับของ GDP ของสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 0.07% หรือราว 6 ล้านยูโร เลยทีเดียว ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคเองก็ได้รับความสะดวก สามารถชำระเงินได้ทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนี้ การใช้ e-Payment ที่มาทดแทนการใช้เงินสด จะยังช่วยลดต้นทุนให้กับประเทศ เนื่องจากการใช้เงินสดมีต้นทุนมหาศาลในการบริหารจัดการ อาทิ การพิมพ์ การขนส่ง การนับคัด และการทำลาย
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าระบบการชำระเงินเป็นฟันเฟืองที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิตอล e-Payment จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้ภาคส่วนต่างๆ ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างครบวงจร โดยเข้ามามีบทบาทรองรับและสนับสนุนทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจสรุปง่ายๆ ได้ดังนี้
ประการแรก คือ e-Payment จะช่วยให้ภาครัฐก้าวเข้าสู่ Digital Government โดยเป็นส่วนสนับสนุนการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจ สามารถใช้บริการของภาครัฐและชำระเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ผ่านช่องออนไลน์ได้สะดวกรวดเร็ว และช่วยให้กระบวนการทำงานของภาครัฐมีความคล่องตัว และตรวจสอบได้ง่าย
ประการต่อมา e-Payment จะมีส่วนช่วยส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของธุรกิจให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้ในทุกกระบวนการอย่างครบวงจร (Straight-through-processing) ตั้งแต่การซื้อขายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ จนถึงขั้นตอนการชำระเงิน และสามารถตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายกับการชำระเงินได้ ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาด และยังสามารถจัดการข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ในการวางแผนธุรกิจให้ตอบสนองต่อลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับประชาชนทั่วไป e-Payment จะมีส่วนช่วยให้ประชาชนสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้สะดวก ทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลา และผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย (Anytime, Anywhere, Any devices) เช่น เรียกดูบิลและชำระเงินได้ทางออนไลน์ โอนเงินได้สะดวกด้วยโทรศัพท์มือถือ และชำระค่าสินค้าทางออนไลน์บนเว็บไซต์ e-Commerce ทั้งนี้ โดยสรุป e-Payment จะส่งเสริมการค้าขายและการบริโภคของภาคประชาชนอีกทางหนึ่ง และช่วยให้การไหลเวียนของเงินระบบเศรษฐกิจทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เห็นภาพความร่วมมือ ในการพัฒนาระบบการชำระเงินของไทย และเข้ามามีส่วนในการสนับสนุนนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล ธปท.จึงจะจัดงานสัมมนา “BOT Conference on Thailand's Payment 2015: ผนึกกำลังผลักดันเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ Digital Economy” ในวันที่ 31 สิงหาคม 2558 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ในงานนี้เราจะได้คำตอบว่า ระบบการชำระเงินจะเป็นฟันเฟืองสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ยุคดิจิตอลได้อย่างไร และทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร
----------------------------
ศิรดา หวังภัทรพรทวี
อนุชิต ศิริรัชนีกร




