บทความตอนที่สองนี้[1] เนื้อหาส่วนใหญ่นำมาจากบทความทางวิชาการที่ผมและคณะได้จัดทำเอาไว้เมื่อสองปีที่แล้ว
อมรกิจวิกัย, พรรณี จรัมพร , ธีระวัฒน์ เจริญราษฎร์ บทวิเคราะห์เรื่อง ผลของนโยบายค่าจ้างต่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขัน คณะเศรษฐศาสตร์และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต) ข้อมูลและการวิเคราะห์หลายประเด็นยังมีความทันสมัยและคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านจึงนำเสนอไว้ดังนี้
ผลิตภาพแรงงานโดยเฉลี่ยต่อคนปรับด้วยอำนาจการซื้อเปรียบเทียบ (Purchasing Power Parity) หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้ว พบว่าผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยต่อคนของไทยปรับด้วยอำนาจการซื้อเปรียบเทียบ (PPP) อยู่ในระดับปานกลาง ในทศวรรษ 2000 อยู่ที่ 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าประเทศในเอเชีย 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลี และมาเลเซีย แต่สูงกว่าเขมร เวียดนาม อินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นผลเนื่องจากความรู้พื้นฐานของแรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะภาคการเกษตร ส่วนภาคการผลิตอื่นขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ
การเพิ่มค่าจ้าง ผลิตภาพแรงงานโดยรวม เมื่อเทียบกับอัตราค่าจ้างที่แท้จริง
เรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่ต้องปรับตัวขึ้นสูงแน่เป็นเพียงแนวโน้มสำคัญหนึ่งของตลาดแรงงานไทยเท่านั้น ยังมีแนวโน้มอื่นๆอีก ที่ธุรกิจอุตสาหกรรมต้องปรับตัว และ รัฐต้องมีนโยบายและมาตรการอันเหมาะสมในการตอบสนอง ไม่เช่นนั้นแล้ว จะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจในมิติใดมิติหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
แนวโน้มที่สำคัญ และยังเป็นแนวโน้มที่ช่วยอธิบายเราว่า ค่าจ้างในไทยแพงหรือไม่ คือผลิตภาพแรงงานไทยในอนาคตว่าเป็นอย่างไร ปัจจุบันผลิตภาพแรงงานไทย (Labor Productivity) เติบโตช้ามากเพียงแค่ 3% ต่อปี (จีน 9.2%, เวียดนาม 5.3%) ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนของแรงงานก็ลดลงทุกระดับการศึกษา สะท้อนปัญหาด้านคุณภาพของการศึกษาไทย
นอกจากนี้แรงงาน (ประชากรในวัยทำงาน) ยังมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ โดยในทศวรรษนี้จะเพิ่มเพียง 0.2% เท่านั้น ขณะที่ทศวรรษที่แล้วก็เพิ่มน้อยอยู่แล้ว 1% แล้วแรงงานส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ก็ทำงานนอกระบบเป็นส่วนใหญ่ เกือบครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานไม่ใช่ลูกจ้างระยะยาวที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน
จากข้อมูลการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (งานวิจัยของ กำพล อดิเรกสมบัติ และ อัครพัชร์ เจริญพานิช) พบว่า ไทยได้เข้าสู่สังคมของประชากรสูงวัยก่อนกำหนด ด้วยระดับการพัฒนาของไทยนับว่า ไทยเข้าสู่การเป็นประเทศที่มีปัญหาประชากรสูงวัยเร็วเกินไป ปัจจุบันอายุกึ่งกลาง (Median Age) ของไทยอยู่ที่ 32 ปี ขณะที่อายุกึ่งกลางของประชากรเกาหลีใต้และสิงคโปร์สูงกว่าไทย ตอนที่สองประเทศมีอายุกึ่งกลางเท่ากับ 32 ปีนั้น เขามีจีดีพีสูงกว่าไทย 2-4 เท่า แม้นมีประชากรสูงอายุมากแต่มีอำนาจซื้อสูงและมีการออมเพียงพอในวัยเกษียณ
จำนวนประชากรที่มีอายุ 0-4 ปีตอนนี้จะเข้าสู่ประชากรในวัยทำงานในปี 10 ปีข้างหน้าเพียง 4 ล้านในขณะที่เวลานั้น ผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 18% ของประชากรทั้งหมด
ข้อเท็จจริงและแนวโน้มเหล่านี้ เป็น สิ่งท้าทายต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทย และ ท้าทายต่อรัฐบาลใหม่ว่าจะมีนโยบายในการตอบสนองอย่างไร ไม่ใช่ให้น้ำหนักไปที่ “ค่าแรงขั้นต่ำ” แต่เพียงอย่างเดียว
เราคงต้องเพิ่มอายุวัยเกษียณในบางอาชีพที่ขาดแคลนแรงงาน หรือ ต้องนำเข้าแรงงานคุณภาพทดแทน ส่งเสริมให้ธุรกิจอุตสาหกรรมร่วมกำหนดหลักสูตรการศึกษาเพื่อให้ได้แรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการ ลดการแทรกแซงของรัฐต่อตลาดแรงงานจากนโยบายเพิ่มค่าจ้างที่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริง เพราะอาจนำมาสู่ผลที่ไม่พึงประสงค์ได้ ทั้งลดการจ้างงาน และ ทำให้แรงงานที่ผลักออกไปอยู่นอกระบบมากขึ้น ผ่านการจ้างงานแบบเหมาช่วงหรือระบบสัญญาจ้างชั่วคราว
----------------
[1] อนุสรณ์ ธรรมใจ, ยศ อมรกิจวิกัย, พรรณี จรัมพร , ธีระวัฒน์ เจริญราษฎร์ บทวิเคราะห์เรื่อง ผลของนโยบายค่าจ้างต่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขัน คณะเศรษฐศาสตร์และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต
--------------------
ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ
รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต
Facebook: AnusornTamajai






