การประกาศลดค่าเงินหยวน 1.9% ของธนาคารกลางจีนเมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค.
ทำให้ตลาดเกิดเซอร์ไพรส์ถึงแม้ว่าจะมีสัญญาณมาก่อนหน้าแล้ว จากการที่จีนมีภาวะการส่งออกที่ชะลอตัวลง พร้อมๆกับสัญญาณลบทางเศรษฐกิจทั้งค้าปลีกและดัชนีจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมที่มีมาตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยที่การส่งออกลดลงหนักที่สุดในเดือนกรกฎาคมถึง 8.3% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน ทำให้ธนาคารกลางจีนปล่อยให้อัตราอ้างอิงเงินหยวนเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 6.2298 ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี และยังผ่อนคลายให้เงินหยวนสามารถซื้อขายกันในแบนด์ขึ้นหรือลงในแต่ละวันได้ไม่เกิน 2% แต่ดูเหมือนค่าเงินหยวนที่ซื้อขายในตลาดจะไถลลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารกลางจีนต้องปรับลดค่ากลางเงินหยวนเป็นวันที่ 2 ในวันพุธให้อ่อนค่าลงอีก 1.6% ที่ 6.3308 ต่อดอลลาร์ โดยที่เงินหยวนซื้อขายในแดนที่อ่อนตัวมาก โดยเฉพาะในตลาดออฟชอร์ที่เป็นการซื้อขายเงินหยวนนอกประเทศรูดลงที่ 6.57 ซึ่งมีส่วนต่างจากอัตราที่ซื้อขายในประเทศหรือออนชอร์หยวนถึง 2.1% ถึงแม้จะมีการเข้าแทรกแซงในครึ่งชั่วโมงก่อนตลาดปิด และกระตุกให้เงินหยวนแข็งค่าเล็กน้อยในนาทีสุดท้าย แต่ก็ไม่ทำให้สถานการณ์ของเงินหยวนดีขึ้น ดังนั้นในวันพฤหัสบดีจึงมีการปรับลดค่าเงินหยวนลงอีก 1.1% ที่อัตรากลาง 6.4010 ต่อดอลลาร์
โดยที่ธนาคารกลางจีนออกมาแถลงข่าวในเช้าวันพฤหัสบดี ยืนยันไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยเงินหยวนอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยมีการออกแถลงการณ์สร้างความมั่นใจแก่ตลาดการเงินทั่วโลก ด้วยการตอกย้ำค่าเงินหยวนที่ได้รับแรงหนุนในความแข็งแกร่ง จากภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั้งจากยอดเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง การมีฐานะการคลังที่เข้มแข็ง รวมถึงมีฐานะทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มั่นคงถึง 3.65 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ธนาคารกลางจีนได้ตอกย้ำที่จะจับตาดูการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลเข้าและออกที่เป็นไปอย่างผิดปกติ พร้อมกับย้ำว่าการปรับลดค่าเงินหยวนในครั้งนี้ เป็นการปรับลดค่าเงินครั้งนี้มีความสมบูรณ์แล้ว โดยที่การเคลื่อนไหวของเงินหยวนนับจากนี้ไปจะสอดคล้องไปกับความต้องการของการซื้อและขาย ซึ่งอิงไปกับการส่งออก แต่การปรับลดค่าเงินหยวนในช่วง 3 วันตั้งแต่วันอังคารถึงวันพฤหัสบดีมีถึง 4.65% ถึงแม้ว่าจะมีกระแสข่าวว่านักการเมืองจีนบางคนต้องการเห็นเงินหยวนอ่อนค่าลง 10% แต่จากคำแถลงของธนาคารกลางกลับเบรกการอ่อนค่าของเงินหยวนได้ในระดับหนึ่ง จึงได้ตัดสินใจปรับเงินหยวนให้แข็งค่าเล็กน้อย 0.05% มีอัตรากลางที่ 6.3975 ต่อดอลลาร์ในวันศุกร์ โดยตลาดมีการเทรดเงินหยวนระหว่าง 6.3954-6.4021 ขณะที่ออฟชอร์หยวนเทรดอยู่ที่ 6.4397 ต่อดอลลาร์
เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเงินหยวนยังคงได้รับการจับตาจากทั่วโลก หลังจากที่มีการพิจารณาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ กำลังทบทวนบทบาทเงินหยวนว่าจะเพิ่มเติมไว้ในตะกร้าของ SDRs หรือ Special Drawing Rights ที่เป็นสกุลเงินพิเศษของไอเอ็มเอฟ ที่มีอยู่ 4 สกุลหลักคือ ดอลลาร์ ยูโร ปอนด์สเตอร์ลิง และเงินเยน ในเดือนตุลาคมนี้หรือไม่นั้น ซึ่งโฆษกของไอเอ็มเอฟกล่าวว่า กลไกใหม่สำหรับการกำหนดอัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนที่ประกาศโดยธนาคารกลางจีนนั้น เป็นขั้นตอนที่น่าพอใจ เนื่องจากจะทำให้แรงขับเคลื่อนของตลาดสามารถมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อที่จะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นมากขึ้นนับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับจีน จากที่ได้พยายามทำให้แรงขับเคลื่อนของตลาดเป็นปัจจัยที่ชัดเจนในเศรษฐกิจ และจีนก็มีศักยภาพในระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวในช่วง 2 หรือ 3 ปีนี้ ที่ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนที่อิงกับตลาดมากขึ้นจะเอื้อต่อการดำเนินงานของ SDRs ในกรณีที่จะมีการรวมเงินหยวนไว้ในตะกร้าเงินดังกล่าวได้โดยอาจเลื่อนรับไปถึงเดือนกันยายนปีหน้า
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินหยวนจะยังคงต้องเจอกับบททดสอบ จากบรรดากองทุนเก็งกำไร หรือ Hedge Funds ที่หวังจะเข้ามาแสวงหากำไรจากเงินหยวนที่อาจจะอ่อนค่าลงในอนาคตอันใกล้ ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัวลง โดยผลสะท้อนจะส่งต่อไปถึงสกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนาในตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย ที่จะต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงของการอ่อนค่าที่เพิ่มมากขึ้น จากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในสกุลเงินของตัวเอง และความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่อาจต้องเจอกับการไหลออก ของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายนับจากนี้ไป โดยที่ความเสี่ยงของค่าเงินจะมีมากขึ้น รวมทั้งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและบอนด์ กับทิศทางดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ยิ่งหากว่าธนาคารกลางของซีกโลกอีกด้านหนึ่งคือยุโรปมีการอัดฉีดเม็ดเงินคิวอี หรือ Quantitative Easing เพิ่ม หรือว่าธนาคารกลางสหรัฐปรับดอกเบี้ยสูงขึ้นจาก 0.25% ในปัจจุบันเป็น 0.5-0.75% ในเดือนก.ย.หรือธ.ค.ปีนี้ ก็จะส่งผลให้สกุลเงินเอเชียอ่อนค่าลงอีก และเป็นที่น่าจับตาใน 3 สกุลคือริงกิตมาเลเซียที่อ่อนค่าจากต้นปีกว่า 12% รูเปี๊ยะห์อินโดนีเซียอ่อนค่าเกือบ 11% และเงินบาทไทยอ่อนค่า 7% ท้ายที่สุดเป็นโจทย์ใหญ่ท้าทายทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจใหม่ ที่มีข่าวว่าจะนำทีมโดยดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาพร้อมกับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เป็นรมว.คลัง นายสมพล เกียรติไพบูลย์ มาเป็นรมว.พาณิชย์ รวมถึงนายสุวิทย์ เมษิณทรีย์






