วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปภาษี เพื่อใคร คนส่วนใหญ่ หรือคนในสภา

เริ่มแรกเมื่อตอนที่มีข่าวว่า จะมีการแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

เพื่อเข้ามาปฏิรูปบ้านเมืองในเรื่องใหญ่ๆ ระดับโครงสร้าง ประชาชนต่างตั้งตารอด้วยความหวังว่า หลายเรื่องที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงได้ จะได้มาเปลี่ยนในรัฐบาลชุดนี้

เรื่องหนึ่งที่พูดกันมากก็คือ ภาษีมรดก เนื่องจากรัฐบาลหลายสมัยที่ผ่านมา ต่างไม่กล้าไปแตะ กลัวจะมีผลกระทบต่อ ส.ส.ในพรรค พอมีการตั้งสภาปฏิรูป ประชาชนจึงเกิดความหวังว่า มันจะได้เกิดขึ้นเสียที เพื่อเป็นการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน มีการพูดกันไปถึงว่าจะมีการเก็บภาษีในอัตรา 20%ของมรดกที่ได้รับ แต่ในที่สุด ก็สรุปออกมาเป็นว่า หากมอบให้ทายาท จะเก็บภาษีในอัตราเพียง 5% ของมรดกที่ได้รับในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป

คำถามจึงมีว่า การเก็บภาษีมรดกเพียง 5% จะไปช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้สักแค่ไหน สุดท้ายก็กลายเป็นว่า กลุ่มชนใดร่างกฎหมาย ย่อมออกกฎหมายมาเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มชนนั้น และสภาปฏิรูปหรือสภานิติบัญญัตินี้ ก็ไม่ได้แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎรในยุคก่อนๆ เลย ที่ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มทุนและชนชั้นสูง

บทความนี้เขียนขึ้น เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหรือ สปช.ผลักดันให้มีการปฏิรูประบบภาษี โดยยึดหลักการและผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง ดังนี้

1.อัตราภาษีของบุคคลและนิติบุคคลต้องสอดคล้องกัน

ในอดีตอัตราภาษีสูงสุดของบุคคลธรรมดาอยู่ที่ 37% มาจากหลักคิดที่ว่า หากเขามีรายได้มากๆและไปจดทะเบียนตั้งบริษัท รายได้ของเขาหลังหักค่าใช้จ่าย จะต้องเสียภาษีนิติบุคคลในอัตรา 30% เหลือเป็นกำไรสุทธิ 70% หากมีการนำกำไรนี้ไปจ่ายเป็นเงินปันผล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10% ของเงินส่วน 70% นี้ เท่ากับต้องหักเพิ่มอีก 7% รวมเงินที่ผู้ถือหุ้นถูกหักจากกำไรเบื้องต้นนี้ เท่ากับ 37% ซึ่งจะเท่ากับอัตราภาษีสูงสุดของบุคคลธรรมดา

แต่ด้วยอำนาจต่อรองของกลุ่มทุนหรือเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้พวกเขาสามารถผลักดันให้ภาษีนิติบุคคลลดลงมาจาก 30% เหลือเพียง 20% โดยอ้างว่าเพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถแข่งขันได้กับธุรกิจในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย แต่กลับลดภาษีของบุคคลธรรมดาจาก 37% เหลือเพียง 35% โดยไม่ใส่ใจว่า อัตราภาษีสูงสุดของบุคคลธรรมดาในฮ่องกง มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ต่างไม่เกิน 25% ดังนั้น หากยึดหลักว่าอัตราภาษีสูงสุดของนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาต้องเท่ากัน และใช้หลักคิดแบบเดิมข้างต้น อัตราภาษีสูงสุดของบุคคลต้องเท่ากับ 28%

การเปิดให้เกิดช่องว่างส่วนต่างระหว่างสองหน่วยภาษีนี้ ทำให้มีการบิดเบือน หลบเลี่ยงภาษีไปขอจดทะเบียนเป็นบริษัท ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน ผิดหลักการของการจัดเก็บ ที่ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรม  

2.การหักค่าใช้จ่ายของบุคคลธรรมดาต้องเป็นธรรม

ทุกวันนี้ การคำนวณภาษีของบุคคลธรรมดา จำแนกออกเป็น 8 ประเภท ตามลักษณะอาชีพ การหักค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันไป แต่ค่าใช้จ่ายของกลุ่มคนกินเงินเดือน ประเภท 40(1) และกลุ่มคนรับจ้างทำของ ประเภท 40(2) ได้ถูกบิดเบือนมาโดยตลอด

เริ่มตั้งแต่คนกินเงินเดือน ที่อ้างว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงการเดินทางไปกลับที่ทำงาน ค่าเสื้อผ้าและอาหารกลางวัน จึงอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท แต่อัตรา 60,000 บาทนี้ ใช้มากว่า 30 ปีแล้ว สมควรปรับให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายปัจจุบัน โดยควรให้มีอัตราสูงสุดที่ 200,000 บาท จึงจะสอดคล้องกับความเป็นจริงของปัจจุบันที่ค่าใช้จ่ายในเมืองหลวงสูงขึ้นมาก

ขณะที่กลุ่มคนรับจ้างทำของรวมถึงอาชีพอิสระ 40(2) ยิ่งถูกบิดเบือนหนัก คนเหล่านี้ต้องออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจแบบเจ้าของกิจการ แต่ถูกกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้ 40% ไม่เกิน 60,000 บาท แบบลูกจ้างคนกินเงินเดือน โดยกรมสรรพากรไม่ยอมรับความจริงว่า หากกลุ่มคนเหล่านี้ต้องการมีรายได้เพิ่มขึ้น เขาต้องมีการลงทุน มีค่าใช้จ่ายที่ล้อกันไปกับรายได้ ดังนั้น ไม่ควรมีการกำหนดเพดานของค่าใช้จ่าย แต่ต้องให้หักได้ในอัตรา 40% ของรายได้ที่เกิดขึ้น จึงจะเป็นธรรม (ในขณะที่รายได้จากการบรรยายหรือการประชุม ก็ให้ย้ายไปอยู่ 40(1) เพราะมีโครงสร้างค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกัน)

3.การคืนภาษีล่าช้า สรรพากรต้องชดเชยดอกเบี้ย

กฎหมายกำหนดให้กรมสรรพากรสามารถคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ ในกรณีที่ผู้เงินได้จ่ายภาษีล่าช้า แต่ในทางกลับกัน หากกรมสรรพากรพิจารณาคืนภาษีล่าช้า กลับไม่มีการชดเชยดอกเบี้ยหรือค่าเสียโอกาสให้

เราไม่ได้กำลังพูดถึงการล่าช้า 1-2 เดือนที่เป็นปรกติ ในบางกรณี เช่น การทำเรื่องขอออกจากระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 1 ปีแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้า โดยที่ผู้เสียภาษีได้มีการมอบเอกสารให้ครบถ้วน และไม่มีการเรียกเอกสารใดเพิ่มอีกมากว่า 6 เดือนแล้ว โดยอ้างเพียงว่า เจ้าหน้าที่มีงานยุ่ง ดังนั้น หากทางรัฐจะพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ต้องชดเชยค่าเสียโอกาสให้ผู้มีเงินได้บ้าง

4.กำหนดให้คนไทยทุกคน ต้องยื่นเรื่องเสียภาษี

เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเลี่ยงจ่ายภาษี และช่วยปรับปรุงระบบฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ให้ครอบคลุมไปทุกระดับ จึงขอเสนอให้คนไทยทุกคน ต้องยื่นแบบฟอร์มเสียภาษี คนที่เคยยื่นแล้ว ก็ไม่มีปัญหา ส่วนคนที่มีรายได้น้อยไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี หรือเป็นเด็กที่ยังไม่มีรายได้ ก็กำหนดให้กรอกเอกสารอย่างง่าย เพียง 1 หน้า ว่า มีรายได้หรือไม่ ถ้ามี มาจากไหน จำนวนเท่าไร พร้อมให้แนบใบรับรองรายได้จากแหล่งเงินได้มาให้ ส่วนคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ก็ให้กรอกแบบฟอร์มปรกติ

ถ้าเราเริ่มด้วยวิธีง่ายๆ แบบนี้ ในที่สุดเราจะมีฐานข้อมูลของรายได้คนไทยทั้งประเทศ ส่วนใครหลบเลี่ยง หรือกรอกไม่ตรงความเป็นจริง สรรพากรท้องที่มีหน้าที่ตรวจสอบ และจัดการลงโทษตามกฎหมายต่อไป

5.ควรจัดให้มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน

ในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลเน้นการจัดเก็บภาษีจากรายได้ และการบริโภค ในขณะที่เศรษฐีบางคน มีบ้านหลังใหญ่ รถยนต์ราคาแพง แต่มีรายได้จากการลงทุนในหุ้นเป็นหลักทำให้เขาเสียภาษีน้อยมาก บางครั้งน้อยกว่าคนกินเงินเดือน เพราะกำไรจากการซื้อขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี

ดังนั้น หากรัฐบาลมีนโยบายจะลดความเหลื่อมล้ำ และต้องการเก็บภาษีให้ได้เพิ่ม รัฐบาลต้องกล้าออกกฎหมายมาเก็บภาษีกับคนที่มีทรัพย์สินมาก เช่น มีคฤหาสน์หลังใหญ่ มีรถหรูหลายๆ คัน เพราะใครมีทรัพย์สินมาก ย่อมใช้ทรัพยากรส่วนกลางมาก เช่น น้ำไฟ หรือก่อให้เกิดมลพิษมาก จึงต้องมีการเก็บภาษีที่สูงขึ้นตามระดับการครองชีพ หรือการใช้ทรัพยากรของคนๆ นั้น ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐหรือสิงคโปร์ ล้วนแต่ใช้หลักการนี้มาจัดเก็บภาษีทั้งสิ้น

ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะคิดถึงคนส่วนใหญ่ให้มากขึ้น ที่ผ่านมาชนชั้นกลางลงไปถึงล่าง มักไม่มีปากเสียง หรือพูดไปก็ไม่มีคนฟัง พวกเขาได้อ่านข่าวพบว่า มีการลดภาษีให้ธุรกิจขนาดใหญ่จาก 30% เหลือ 20% แต่รัฐกลับจะมาเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประชาชนส่วนใหญ่แบกรับภาระอยู่ จาก 7% เป็น 10% เพื่อมาชดเชยแทน

ฟังแล้วก็ให้สะท้อนใจ ที่ผ่านมา ชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง ไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ก็ด้วยเหตุทำนองนี้แหละ และไม่แปลกใจที่ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยจะถ่างขึ้นไปเรื่อยๆ

-------------------

บรรยง วิทยวีรศักดิ์