เริ่มแรกเมื่อตอนที่มีข่าวว่า จะมีการแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
เพื่อเข้ามาปฏิรูปบ้านเมืองในเรื่องใหญ่ๆ ระดับโครงสร้าง ประชาชนต่างตั้งตารอด้วยความหวังว่า หลายเรื่องที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงได้ จะได้มาเปลี่ยนในรัฐบาลชุดนี้
เรื่องหนึ่งที่พูดกันมากก็คือ ภาษีมรดก เนื่องจากรัฐบาลหลายสมัยที่ผ่านมา ต่างไม่กล้าไปแตะ กลัวจะมีผลกระทบต่อ ส.ส.ในพรรค พอมีการตั้งสภาปฏิรูป ประชาชนจึงเกิดความหวังว่า มันจะได้เกิดขึ้นเสียที เพื่อเป็นการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน มีการพูดกันไปถึงว่าจะมีการเก็บภาษีในอัตรา 20%ของมรดกที่ได้รับ แต่ในที่สุด ก็สรุปออกมาเป็นว่า หากมอบให้ทายาท จะเก็บภาษีในอัตราเพียง 5% ของมรดกที่ได้รับในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป
คำถามจึงมีว่า การเก็บภาษีมรดกเพียง 5% จะไปช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้สักแค่ไหน สุดท้ายก็กลายเป็นว่า กลุ่มชนใดร่างกฎหมาย ย่อมออกกฎหมายมาเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มชนนั้น และสภาปฏิรูปหรือสภานิติบัญญัตินี้ ก็ไม่ได้แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎรในยุคก่อนๆ เลย ที่ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มทุนและชนชั้นสูง
บทความนี้เขียนขึ้น เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหรือ สปช.ผลักดันให้มีการปฏิรูประบบภาษี โดยยึดหลักการและผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง ดังนี้
1.อัตราภาษีของบุคคลและนิติบุคคลต้องสอดคล้องกัน
ในอดีตอัตราภาษีสูงสุดของบุคคลธรรมดาอยู่ที่ 37% มาจากหลักคิดที่ว่า หากเขามีรายได้มากๆและไปจดทะเบียนตั้งบริษัท รายได้ของเขาหลังหักค่าใช้จ่าย จะต้องเสียภาษีนิติบุคคลในอัตรา 30% เหลือเป็นกำไรสุทธิ 70% หากมีการนำกำไรนี้ไปจ่ายเป็นเงินปันผล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10% ของเงินส่วน 70% นี้ เท่ากับต้องหักเพิ่มอีก 7% รวมเงินที่ผู้ถือหุ้นถูกหักจากกำไรเบื้องต้นนี้ เท่ากับ 37% ซึ่งจะเท่ากับอัตราภาษีสูงสุดของบุคคลธรรมดา
แต่ด้วยอำนาจต่อรองของกลุ่มทุนหรือเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้พวกเขาสามารถผลักดันให้ภาษีนิติบุคคลลดลงมาจาก 30% เหลือเพียง 20% โดยอ้างว่าเพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถแข่งขันได้กับธุรกิจในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย แต่กลับลดภาษีของบุคคลธรรมดาจาก 37% เหลือเพียง 35% โดยไม่ใส่ใจว่า อัตราภาษีสูงสุดของบุคคลธรรมดาในฮ่องกง มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ต่างไม่เกิน 25% ดังนั้น หากยึดหลักว่าอัตราภาษีสูงสุดของนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาต้องเท่ากัน และใช้หลักคิดแบบเดิมข้างต้น อัตราภาษีสูงสุดของบุคคลต้องเท่ากับ 28%
การเปิดให้เกิดช่องว่างส่วนต่างระหว่างสองหน่วยภาษีนี้ ทำให้มีการบิดเบือน หลบเลี่ยงภาษีไปขอจดทะเบียนเป็นบริษัท ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน ผิดหลักการของการจัดเก็บ ที่ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรม
2.การหักค่าใช้จ่ายของบุคคลธรรมดาต้องเป็นธรรม
ทุกวันนี้ การคำนวณภาษีของบุคคลธรรมดา จำแนกออกเป็น 8 ประเภท ตามลักษณะอาชีพ การหักค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันไป แต่ค่าใช้จ่ายของกลุ่มคนกินเงินเดือน ประเภท 40(1) และกลุ่มคนรับจ้างทำของ ประเภท 40(2) ได้ถูกบิดเบือนมาโดยตลอด
เริ่มตั้งแต่คนกินเงินเดือน ที่อ้างว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงการเดินทางไปกลับที่ทำงาน ค่าเสื้อผ้าและอาหารกลางวัน จึงอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท แต่อัตรา 60,000 บาทนี้ ใช้มากว่า 30 ปีแล้ว สมควรปรับให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายปัจจุบัน โดยควรให้มีอัตราสูงสุดที่ 200,000 บาท จึงจะสอดคล้องกับความเป็นจริงของปัจจุบันที่ค่าใช้จ่ายในเมืองหลวงสูงขึ้นมาก
ขณะที่กลุ่มคนรับจ้างทำของรวมถึงอาชีพอิสระ 40(2) ยิ่งถูกบิดเบือนหนัก คนเหล่านี้ต้องออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจแบบเจ้าของกิจการ แต่ถูกกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้ 40% ไม่เกิน 60,000 บาท แบบลูกจ้างคนกินเงินเดือน โดยกรมสรรพากรไม่ยอมรับความจริงว่า หากกลุ่มคนเหล่านี้ต้องการมีรายได้เพิ่มขึ้น เขาต้องมีการลงทุน มีค่าใช้จ่ายที่ล้อกันไปกับรายได้ ดังนั้น ไม่ควรมีการกำหนดเพดานของค่าใช้จ่าย แต่ต้องให้หักได้ในอัตรา 40% ของรายได้ที่เกิดขึ้น จึงจะเป็นธรรม (ในขณะที่รายได้จากการบรรยายหรือการประชุม ก็ให้ย้ายไปอยู่ 40(1) เพราะมีโครงสร้างค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกัน)
3.การคืนภาษีล่าช้า สรรพากรต้องชดเชยดอกเบี้ย
กฎหมายกำหนดให้กรมสรรพากรสามารถคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ ในกรณีที่ผู้เงินได้จ่ายภาษีล่าช้า แต่ในทางกลับกัน หากกรมสรรพากรพิจารณาคืนภาษีล่าช้า กลับไม่มีการชดเชยดอกเบี้ยหรือค่าเสียโอกาสให้
เราไม่ได้กำลังพูดถึงการล่าช้า 1-2 เดือนที่เป็นปรกติ ในบางกรณี เช่น การทำเรื่องขอออกจากระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 1 ปีแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้า โดยที่ผู้เสียภาษีได้มีการมอบเอกสารให้ครบถ้วน และไม่มีการเรียกเอกสารใดเพิ่มอีกมากว่า 6 เดือนแล้ว โดยอ้างเพียงว่า เจ้าหน้าที่มีงานยุ่ง ดังนั้น หากทางรัฐจะพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ต้องชดเชยค่าเสียโอกาสให้ผู้มีเงินได้บ้าง
4.กำหนดให้คนไทยทุกคน ต้องยื่นเรื่องเสียภาษี
เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเลี่ยงจ่ายภาษี และช่วยปรับปรุงระบบฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ให้ครอบคลุมไปทุกระดับ จึงขอเสนอให้คนไทยทุกคน ต้องยื่นแบบฟอร์มเสียภาษี คนที่เคยยื่นแล้ว ก็ไม่มีปัญหา ส่วนคนที่มีรายได้น้อยไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี หรือเป็นเด็กที่ยังไม่มีรายได้ ก็กำหนดให้กรอกเอกสารอย่างง่าย เพียง 1 หน้า ว่า มีรายได้หรือไม่ ถ้ามี มาจากไหน จำนวนเท่าไร พร้อมให้แนบใบรับรองรายได้จากแหล่งเงินได้มาให้ ส่วนคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ก็ให้กรอกแบบฟอร์มปรกติ
ถ้าเราเริ่มด้วยวิธีง่ายๆ แบบนี้ ในที่สุดเราจะมีฐานข้อมูลของรายได้คนไทยทั้งประเทศ ส่วนใครหลบเลี่ยง หรือกรอกไม่ตรงความเป็นจริง สรรพากรท้องที่มีหน้าที่ตรวจสอบ และจัดการลงโทษตามกฎหมายต่อไป
5.ควรจัดให้มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน
ในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลเน้นการจัดเก็บภาษีจากรายได้ และการบริโภค ในขณะที่เศรษฐีบางคน มีบ้านหลังใหญ่ รถยนต์ราคาแพง แต่มีรายได้จากการลงทุนในหุ้นเป็นหลักทำให้เขาเสียภาษีน้อยมาก บางครั้งน้อยกว่าคนกินเงินเดือน เพราะกำไรจากการซื้อขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี
ดังนั้น หากรัฐบาลมีนโยบายจะลดความเหลื่อมล้ำ และต้องการเก็บภาษีให้ได้เพิ่ม รัฐบาลต้องกล้าออกกฎหมายมาเก็บภาษีกับคนที่มีทรัพย์สินมาก เช่น มีคฤหาสน์หลังใหญ่ มีรถหรูหลายๆ คัน เพราะใครมีทรัพย์สินมาก ย่อมใช้ทรัพยากรส่วนกลางมาก เช่น น้ำไฟ หรือก่อให้เกิดมลพิษมาก จึงต้องมีการเก็บภาษีที่สูงขึ้นตามระดับการครองชีพ หรือการใช้ทรัพยากรของคนๆ นั้น ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐหรือสิงคโปร์ ล้วนแต่ใช้หลักการนี้มาจัดเก็บภาษีทั้งสิ้น
ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะคิดถึงคนส่วนใหญ่ให้มากขึ้น ที่ผ่านมาชนชั้นกลางลงไปถึงล่าง มักไม่มีปากเสียง หรือพูดไปก็ไม่มีคนฟัง พวกเขาได้อ่านข่าวพบว่า มีการลดภาษีให้ธุรกิจขนาดใหญ่จาก 30% เหลือ 20% แต่รัฐกลับจะมาเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประชาชนส่วนใหญ่แบกรับภาระอยู่ จาก 7% เป็น 10% เพื่อมาชดเชยแทน
ฟังแล้วก็ให้สะท้อนใจ ที่ผ่านมา ชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง ไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ก็ด้วยเหตุทำนองนี้แหละ และไม่แปลกใจที่ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยจะถ่างขึ้นไปเรื่อยๆ
-------------------
บรรยง วิทยวีรศักดิ์






