ประเทศที่อยู่ในระดับทุนนิยมขั้นสูง อย่างสหรัฐและยุโรป คุณภาพมาตรฐานชีวิตของคนในสังคม
นอกจากจะขึ้นอยู่กับระบบสวัสดิการที่รัฐและสังคมช่วยกันจัดหาให้แล้วในที่สุด ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนด ไม่ได้อยู่ที่การลงทุนและการสะสมทุน หรือแม้กระทั่งลำดับความเข้มข้นของทุน หรือสัดส่วนของทุนต่อแรงงาน(capital deepening) แต่ที่สำคัญกว่าอยู่ที่ ผลิตภาพรวมที่เรียกว่า Total Factor Productivity (TFP) หรือ Multifactor Productivity (MFP) ซึ่งจะมีอิทธิพลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของผลิตภาพของแรงงาน อีกปัจจัยที่สำคัญก็คือ กำลังแรงงานที่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงของประชากรในระยะยาว
ผลิตภาพรวมหรือ TFP ที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นอะไรที่ทำให้ผลผลิตหรือสินค้าบริการของประเทศเพิ่ม ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยไม่ได้เกิดจากปัจจัยการผลิต เช่น แรงงานและทุน หรือที่ดิน มันจึงเหมือนเป็นเครื่องชี้บอกถึงประสิทธิภาพของการผลิตในระบบเศรษฐกิจ เป็นผลรวมของอะไรหลายๆ อย่างที่บางครั้งวัดไม่ได้ง่าย ถ้าดูจากความเจริญก้าวหน้าของมนุษยชาติที่ผ่านมา มันก็คือความรู้และวิทยาการการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่มนุษย์คิดประดิษฐ์นำมาใช้ในการดำรงชีวิต ในกระบวนการผลิต การบริหารการจัดการเรื่องงานในทุกๆ ระดับ มันจึงมีความสำคัญมาก
เราได้พบแล้วว่าตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ยุโรปตามหลังอเมริกาอย่างเด่นชัดมากขึ้น เมื่อเทียบกับก่อนหน้า ในอัตราความเจริญเติบโตของผลิตภาพแรงงาน และในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงว่า ช่องว่างที่แตกต่างนี้ จะดำรงอยู่ต่อไปถ้ายุโรปไม่ปฏิรูปในเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง นักวิชาการทั้งหมดที่ศึกษาเชิงประจักษ์ในเรื่องนี้ พบข้อเท็จจริงที่สำคัญที่ยืนยันว่า ยุโรปมีความเจริญเติบโตของ TFP ที่ต่ำกว่าของอเมริกามาก และเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นมูลเหตุของการเติบโตของผลิตภาพแรงงาน ที่ต่ำของยุโรป มากกว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น ปัจจัยทุน เช่น ความเข้มข้นของทุน (สัดส่วนของทุนต่อแรงงาน) องค์ประกอบของแรงงาน เช่น สัดส่วนของแรงงานที่มีทักษะสูง กับแรงงานไร้ทักษะ หรือแม้กระทั่งโครงสร้างของประเภทของทุน
อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ TFP ของยุโรป มีบทบาทน้อยกว่าอเมริกาในการเกื้อหนุนหรือส่งเสริมอัตราความเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็นผลผลิต หรือผลิตภาพแรงงาน คำตอบคือความแตกต่างในขีดความสามารถในการทำนวัตกรรม หรือ innovation
สามถึงสี่ทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระดับรายได้ต่อหัว และผลิตภาพแรงงานของประเทศในยุโรปรวมทั้งเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ยังมีช่วงห่างจากอเมริกาค่อนข้างมากโดยนัยยะ ประเทศเหล่านั้นมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยี ที่อยู่ต่ำกว่าพรมแดนเทคโนโลยีขั้นสูงสุด ซึ่งอเมริกาเป็นตัวแทนค่อนข้างมาก ยุโรปและญี่ปุ่น ไม่จำเป็นต้องคิดค้นทำนวัตกรรมอะไรของตนเอง เพื่อที่จะไล่กวดอเมริกาได้ทัน ทางด้านผลิตภาพแรงงาน หรือรายได้ต่อหัว ยุโรปและญี่ปุ่นสามารถตักตวง ลอกเลียนแบบเทคโนโลยีการผลิตที่มีอยู่แล้วก่อนหน้า โดยเพียงอาศัยการเติบโตของทุนและแรงงานเป็นแกนหลัก ยุโรปไม่จำเป็นต้องคิดทำนวัตกรรมอะไรเป็นของตนเอง
ตั้งแต่ทศวรรษ 80 และ 90 เป็นต้นมา ในภาพรวมใหญ่ ยุโรปโดยเฉพาะประเทศแถบเหนือ ได้เข้ามาอยู่ในพรมแดนหรือ frontier ของเทคโนโลยี ซึ่งหมายความว่า การเจริญเติบโตของยุโรปในการผลิต ทั้งสินค้าและบริการจะต้องมาจากการทำนวัตกรรมด้วยตนเองเท่านั้น และความสามารถในการทำนวัตกรรม คือพลังขับเคลื่อนของการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพรวมหรือ TFP รวมทั้งผลิตภาพของแรงงาน
ยุโรปมีการปฏิรูปตลาดแรงงานในช่วงทศวรรษ 80 และ 90 การลดลงของผลิตภาพของแรงงานในกลุ่มประเทศ EU ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 เรื่อยมา ซึ่งตรงกับการทะยานขึ้นของผลิตภาพของแรงงานของอเมริกานั้น ไม่ได้ทำให้ความเจริญเติบโตโดยรวมลดลงมากมาย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปฏิรูปตลาดแรงงาน ที่ทำให้มีระดับการจ้างงานสูงขึ้น รวมทั้งระดับทักษะของคนงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา บ่งชี้ว่าต้องมีปัจจัยอื่นที่น่าจะมีบทบาทอธิบายความแตกต่างระหว่างความเจริญเติบโต และผลิตภาพของแรงงาน ของยุโรปและอเมริกา
ปัจจัยดังกล่าวนี้คืออะไร ความแตกต่างของยุโรปและอเมริกาในช่วงทศวรรษ 90 เรื่อยมาที่เด่นชัดมากคือ ยุโรปไม่สามารถปรับตัวได้เร็วและเข้มข้น เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ของโลก เหมือนที่อเมริกาสามารถทำได้ นั่นคือการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตบนฐานของความรู้ (new economy) หรือ knowledge economy
ในครั้งก่อน เราได้แสดงให้เห็นว่าในกลางทศวรรษ 1990 สำหรับอเมริกา มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอุตสาหกรรมที่ให้ผลิตภาพสูง คืออุตสาหกรรมที่ผลิตและการเกิดนวัตกรรม information และ communication technology (ICT) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลดลงอย่างต่อเนื่องและมโหฬารของราคา semiconductor ผลต่อเนื่องของการเติบโตของ ICT คือการก่อตัวและการเติบโตของภาคบริการใหม่ๆ ในระบบตลาด หรือ market service เช่น การค้าปลีก การเงิน การค้า การขนส่ง เป็นต้น ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของ TFP หรือผลิตภาพรวม แบบที่คนจำนวนมากคาดไม่ถึง เพราะคิดว่าภาคบริการ จะมีผลิตภาพต่ำไม่เหมือนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นความเชื่อแบบเดิมๆ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในโลกที่เปลี่ยนไป
อะไรคือปัจจัยหลักๆ สิ่งแวดล้อมใหญ่ รวมทั้งองคาพยพอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรค และไม่เกื้อกูลให้ยุโรปโดยรวมมีเศรษฐกิจบนฐานความรู้และฐานนวัตกรรมเหมือนอเมริกา






