วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

divergence diversity and convergence สถาบัน รัฐ ตลาด (41)

​ประเทศที่อยู่ในระดับทุนนิยมขั้นสูง อย่างสหรัฐและยุโรป คุณภาพมาตรฐานชีวิตของคนในสังคม

นอกจากจะขึ้นอยู่กับระบบสวัสดิการที่รัฐและสังคมช่วยกันจัดหาให้แล้วในที่สุด ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนด ไม่ได้อยู่ที่การลงทุนและการสะสมทุน หรือแม้กระทั่งลำดับความเข้มข้นของทุน หรือสัดส่วนของทุนต่อแรงงาน(capital deepening) แต่ที่สำคัญกว่าอยู่ที่ ผลิตภาพรวมที่เรียกว่า Total Factor Productivity (TFP) หรือ Multifactor Productivity (MFP) ซึ่งจะมีอิทธิพลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของผลิตภาพของแรงงาน อีกปัจจัยที่สำคัญก็คือ กำลังแรงงานที่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงของประชากรในระยะยาว

ผลิตภาพรวมหรือ TFP ที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นอะไรที่ทำให้ผลผลิตหรือสินค้าบริการของประเทศเพิ่ม ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยไม่ได้เกิดจากปัจจัยการผลิต เช่น แรงงานและทุน หรือที่ดิน มันจึงเหมือนเป็นเครื่องชี้บอกถึงประสิทธิภาพของการผลิตในระบบเศรษฐกิจ เป็นผลรวมของอะไรหลายๆ อย่างที่บางครั้งวัดไม่ได้ง่าย ถ้าดูจากความเจริญก้าวหน้าของมนุษยชาติที่ผ่านมา มันก็คือความรู้และวิทยาการการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่มนุษย์คิดประดิษฐ์นำมาใช้ในการดำรงชีวิต ในกระบวนการผลิต การบริหารการจัดการเรื่องงานในทุกๆ ระดับ มันจึงมีความสำคัญมาก

เราได้พบแล้วว่าตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ยุโรปตามหลังอเมริกาอย่างเด่นชัดมากขึ้น เมื่อเทียบกับก่อนหน้า ในอัตราความเจริญเติบโตของผลิตภาพแรงงาน และในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงว่า ช่องว่างที่แตกต่างนี้ จะดำรงอยู่ต่อไปถ้ายุโรปไม่ปฏิรูปในเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง นักวิชาการทั้งหมดที่ศึกษาเชิงประจักษ์ในเรื่องนี้ พบข้อเท็จจริงที่สำคัญที่ยืนยันว่า ยุโรปมีความเจริญเติบโตของ TFP ที่ต่ำกว่าของอเมริกามาก และเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นมูลเหตุของการเติบโตของผลิตภาพแรงงาน ที่ต่ำของยุโรป มากกว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น ปัจจัยทุน เช่น ความเข้มข้นของทุน (สัดส่วนของทุนต่อแรงงาน) องค์ประกอบของแรงงาน เช่น สัดส่วนของแรงงานที่มีทักษะสูง กับแรงงานไร้ทักษะ หรือแม้กระทั่งโครงสร้างของประเภทของทุน

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ TFP ของยุโรป มีบทบาทน้อยกว่าอเมริกาในการเกื้อหนุนหรือส่งเสริมอัตราความเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็นผลผลิต หรือผลิตภาพแรงงาน คำตอบคือความแตกต่างในขีดความสามารถในการทำนวัตกรรม หรือ innovation

สามถึงสี่ทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระดับรายได้ต่อหัว และผลิตภาพแรงงานของประเทศในยุโรปรวมทั้งเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ยังมีช่วงห่างจากอเมริกาค่อนข้างมากโดยนัยยะ ประเทศเหล่านั้นมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยี ที่อยู่ต่ำกว่าพรมแดนเทคโนโลยีขั้นสูงสุด ซึ่งอเมริกาเป็นตัวแทนค่อนข้างมาก ยุโรปและญี่ปุ่น ไม่จำเป็นต้องคิดค้นทำนวัตกรรมอะไรของตนเอง เพื่อที่จะไล่กวดอเมริกาได้ทัน ทางด้านผลิตภาพแรงงาน หรือรายได้ต่อหัว ยุโรปและญี่ปุ่นสามารถตักตวง ลอกเลียนแบบเทคโนโลยีการผลิตที่มีอยู่แล้วก่อนหน้า โดยเพียงอาศัยการเติบโตของทุนและแรงงานเป็นแกนหลัก ยุโรปไม่จำเป็นต้องคิดทำนวัตกรรมอะไรเป็นของตนเอง

​ตั้งแต่ทศวรรษ 80 และ 90 เป็นต้นมา ในภาพรวมใหญ่ ยุโรปโดยเฉพาะประเทศแถบเหนือ ได้เข้ามาอยู่ในพรมแดนหรือ frontier ของเทคโนโลยี ซึ่งหมายความว่า การเจริญเติบโตของยุโรปในการผลิต ทั้งสินค้าและบริการจะต้องมาจากการทำนวัตกรรมด้วยตนเองเท่านั้น และความสามารถในการทำนวัตกรรม คือพลังขับเคลื่อนของการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพรวมหรือ TFP รวมทั้งผลิตภาพของแรงงาน

ยุโรปมีการปฏิรูปตลาดแรงงานในช่วงทศวรรษ 80 และ 90 การลดลงของผลิตภาพของแรงงานในกลุ่มประเทศ EU ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 เรื่อยมา ซึ่งตรงกับการทะยานขึ้นของผลิตภาพของแรงงานของอเมริกานั้น ไม่ได้ทำให้ความเจริญเติบโตโดยรวมลดลงมากมาย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปฏิรูปตลาดแรงงาน ที่ทำให้มีระดับการจ้างงานสูงขึ้น รวมทั้งระดับทักษะของคนงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา บ่งชี้ว่าต้องมีปัจจัยอื่นที่น่าจะมีบทบาทอธิบายความแตกต่างระหว่างความเจริญเติบโต และผลิตภาพของแรงงาน ของยุโรปและอเมริกา

ปัจจัยดังกล่าวนี้คืออะไร ความแตกต่างของยุโรปและอเมริกาในช่วงทศวรรษ 90 เรื่อยมาที่เด่นชัดมากคือ ยุโรปไม่สามารถปรับตัวได้เร็วและเข้มข้น เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ของโลก เหมือนที่อเมริกาสามารถทำได้ นั่นคือการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตบนฐานของความรู้ (new economy) หรือ knowledge economy

ในครั้งก่อน เราได้แสดงให้เห็นว่าในกลางทศวรรษ 1990 สำหรับอเมริกา มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอุตสาหกรรมที่ให้ผลิตภาพสูง คืออุตสาหกรรมที่ผลิตและการเกิดนวัตกรรม information และ communication technology (ICT) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลดลงอย่างต่อเนื่องและมโหฬารของราคา semiconductor  ผลต่อเนื่องของการเติบโตของ ICT คือการก่อตัวและการเติบโตของภาคบริการใหม่ๆ ในระบบตลาด หรือ market service เช่น การค้าปลีก การเงิน การค้า การขนส่ง เป็นต้น ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของ TFP หรือผลิตภาพรวม แบบที่คนจำนวนมากคาดไม่ถึง เพราะคิดว่าภาคบริการ จะมีผลิตภาพต่ำไม่เหมือนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นความเชื่อแบบเดิมๆ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในโลกที่เปลี่ยนไป

อะไรคือปัจจัยหลักๆ สิ่งแวดล้อมใหญ่ รวมทั้งองคาพยพอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรค และไม่เกื้อกูลให้ยุโรปโดยรวมมีเศรษฐกิจบนฐานความรู้และฐานนวัตกรรมเหมือนอเมริกา