คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ทุกวันของเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน
แต่ถึงแม้ว่าเราจะได้เวลามาเท่าๆ กัน แล้วทำไมเราไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกันทุกคน อันที่จริงดิฉันคิดว่า เจ้า “เวลา” นี่แหล่ะที่แบ่งแยกคนที่ประสบความสำเร็จออกจากคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่น่าจะอธิบายความแตกต่างระหว่างคนสองกลุ่มนี้ได้อย่างชัดเจนก็คือ “ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเวลา”
หลายๆ ท่านคงเคยบ่นกับตัวเองว่า ไม่มีเวลาพอที่จะทำโน่นทำนี่ทัน เรามาลองดูกรณีศึกษาของ Leonardo da Vinci จิตรกรเอกของโลก เจ้าของภาพวาดชื่อดังเช่น Mona Lisa และภาพฝาผนัง The Last Supper เขาเป็นทั้งจิตรกร สถาปนิก แถมยังทำงานวิทยาศาสตร์เป็นงานอดิเรก โดยสนใจเรื่องกายวิภาคของมนุษย์อีกด้วย แทบจะไม่น่าเชื่อเลยว่า คนคนหนึ่งจะสามารถหาเวลาทำงานทั้งหมดนี้ ให้ประสบความสําเร็จได้เป็นอย่างดีทั้งหมดเลย แต่หลังจากที่ได้พิจารณาคำกล่าวอันหนึ่งที่เขาเคยกล่าวไว้ เราจะไม่แปลกใจว่าทำไมคนหนึ่งคน สามารถใช้เวลาได้คุ้มขนาดนี้ คำกล่าวนั้นก็คือ “Time stays long enough for those who use it” นั่นก็หมายความว่า ทุกคนมีเวลาพอ ถ้าต้องการจะใช้เวลานั้นจริงๆ ตอนนี้คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วถ้าเราต้องการจะใช้เวลาจริงๆ เราจะใช้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด
ตลอดเวลาที่ดิฉันเรียนหนังสืออยู่ในต่างประเทศ ดิฉันจะได้รับคำแนะนำเรื่องเทคนิคการทำงานให้มีประสิทธิภาพ จากรุ่นพี่และอาจารย์ให้ทำ “To-do list” นั่นก็คือ การเขียนว่าแต่ละวันเราจะทำอะไร เขียนเรียงจากอันที่สำคัญที่สุดลงมา ถ้าอันแรกไม่เสร็จก็จะไม่ไปทำอันต่อมา บางทีช่วงใกล้ deadline ต่างๆ ดิฉันถึงขนาดว่า ต้องกำหนดว่าจะทำงานในแต่ละข้อด้วยเวลาเท่าไรจะได้จับเวลาตัวเอง ไม่เถลไถลไปเรื่อยๆ จนดิฉันได้นำนิสัยนี้ติดกลับมาใช้จนทุกวันนี้ และจากหนังสือ The DecisionBook เขียนโดย Roman Tschäppeler และ Mikael Krogerus ดิฉันก็ได้ทราบว่า จริงๆ แล้วมหาเศรษฐีชาวอเมริกันชื่อดังอย่าง Warren Buffett มีหลักการจัดสรรเวลาแบบ To-do list เช่นกัน ถึงแม้ดิฉันจะไม่ค่อยแปลกใจว่า มีคนที่ประสบความสำเร็จอย่างเขาก็ทำ To-do list เพราะเทคนิคนี้ก็เป็นสิ่งที่คนอเมริกันส่วนมากเขาทำกัน
แต่ดิฉันเพิ่งทราบว่า ตัวเองก็เป็นกบในกะลามาตั้งนาน ด้วยความเข้าใจว่าเทคนิค To-do list นี่เจ๋งที่สุด เพราะหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ต่อไป ก็ได้พบว่ามีอีกหลายวิธีที่สามารถช่วยในการจัดสรรเวลาให้มีประสิทธิภาพได้ ขอยกตัวอย่างอีกวิธีที่เราน่าจะเอามาประยุกต์ใช้กันได้ง่ายๆ นะคะ
วิธีนี้เป็นทฤษฎีของท่านอดีตประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “What is important is seldom urgent and what is urgent is seldom important” นั่นก็หมายถึงว่า อะไรที่สำคัญมักจะไม่เร่งด่วน และอะไรที่เร่งด่วนแทบจะไม่เคยเป็นอะไรที่สำคัญเลย ทฤษฎีนี้สอนให้เรารู้ถึงการแบ่งแยกงานว่า งานไหนสำคัญและเร่งด่วนแค่ไหน เช่นถ้าเราได้รับมอบหมายงานมา เราสามารถพิจารณาก่อนว่า งานนั้นเป็นงานที่สำคัญและเร่งด่วนขนาดไหน ถ้างานนั้นเป็นงานที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน ก็อาจให้ลูกน้องหรือคนอื่นทำแทนได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่งานนั้นไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน งานพวกนี้เราจะเรียกมันว่า Distraction หรือสิ่งที่ดึงคุณออกจากเป้าหมายในชีวิตของคุณ อย่าได้เสียเวลาที่มีค่าของคุณกับ Distraction พวกนี้เลยค่ะ
ในยุคสมัยนี้ดิฉันคิดว่า สิ่งที่พวกเราเจอกันในชีวิตจริง มักจะเป็นสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญและเร่งด่วนเสมอ จนเราเหมือนจะแปลงร่างเป็นนักดับเพลิงที่กำลังดับไฟที่ลนก้นของเรา แต่เชื่อไหมคะว่า สิ่งที่ควรหาเวลาให้เป็นอันดับแรกคือสิ่งที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เช่น การออกกำลังกาย การให้เวลากับครอบครัว หรือการไปตรวจสุขภาพ คุณเชื่อไหมว่า สิ่งที่ทำให้เราพัฒนาชีวิตที่ดีที่สุดและอย่างยั่งยืนนั้น มักจะเป็นสิ่งสำคัญแต่ไม่เร่งด่วนทั้งนั้น เพราะความที่เราคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เร่งด่วน เราจึงเพิกเฉย จนวันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นสิ่งสำคัญที่เร่งด่วน เช่นเราลืมดูแลครอบครัว ถึงแม้ว่าเรารู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่เราคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่เร่งด่วน จนวันหนึ่งเราอาจได้แค่ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลให้รีบไปดูลมหายใจสุดท้ายของคนที่เรารัก ถึงวันนั้นเราอาจเสียใจว่า เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่เรารู้อยู่กับใจว่าสำคัญ แต่เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เร่งด่วน
ถึงแม้ว่าดิฉันเชื่อในการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพที่สุด แต่ดิฉันไม่เคยเห็นด้วยว่า เวลาที่เป็นประโยชน์นั้นต้องใช้กับการทำงานเพียงอย่างเดียว การบริหารเวลาไม่ว่าจะด้วยวิธีตาม Eisenhower หรือ Warren Buffett หรือกูรูผู้ใดก็ตาม เราคงจะต้องบริหารจัดการเวลาให้อยู่ภายใต้สมดุลของชีวิต ที่สำคัญเราต้องเข้าใจว่า สมดุลของชีวิตของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะให้ความสำคัญอะไรในชีวิตมากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับว่า ณ ตอนนั้นช่วงชีวิตของคุณอะไรสำคัญที่สุด
ดิฉันเชื่อว่าทุกคนตระหนักถึงความสำคัญในการแบ่งเวลาให้ถูกต้องและให้สมดุล การทำงานอย่างสุดโต่ง โดยลืมดูแลครอบครัวและเพื่อนพ้อง จะไม่ทำให้ใครมีความสุขอย่างยั่งยืนได้เลย ถ้าคุณให้ความสำคัญกับคนใกล้ตัวของคุณน้อยกว่างาน คุณคงต้องเริ่มปรับเวลาการทำงาน ทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขยับความสำคัญของเวลาที่จะใช้กับคนใกล้ตัวขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ ใน To-dolist ของคุณ ดิฉันเชื่อว่าภาพแห่งความสำเร็จที่แท้จริงนั้น ย่อมจะต้องมีคนที่คุณรักยืนเคียงข้างเสมอค่ะ
ทั้งนี้ ดิฉันเองก็กำลังปรับสมดุลของชีวิตเช่นกัน ดังนั้น บทความนี้คงจะเป็นบทความสุดท้ายของดิฉันในคอลัมน์ Push the Limit ดิฉันจึงขอใช้โอกาสนี้ขอบพระคุณแฟนคอลัมน์ที่ติดตาม ติชม แนะนำกันมาตลอดสามปีกว่า ขอบพระคุณที่ให้ดิฉันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของท่าน ขอบพระคุณที่บอกเล่าว่า คอลัมน์นี้ได้ไปเปลี่ยนทัศนคติในชีวิตของท่านอย่างไร และขอบพระคุณที่ให้ดิฉันเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยการปลดล็อกศักยภาพของคนไทย ไม่มากก็น้อย ขอบพระคุณจากใจค่ะ






