แนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ชัดเจนขึ้น เมื่อผู้ว่าการเฟดสาขาแอตแลนตา
ซึ่งมีแนวคิดสายกลางและมีสิทธิออกเสียงในคณะกรรมการกำหนดนโยบาย ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐพร้อมสำหรับการขึ้นดอกเบี้ย เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 9 ปี พร้อมชี้ว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงมุมมองนี้ ก็ต่อเมื่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจย่ำแย่ลงอย่างมาก และอธิบายด้วยว่าเฟดส่งสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่การประชุมเดือนที่แล้ว เห็นได้จากแถลงการณ์ที่ระบุว่าผู้กำหนดนโยบายต้องการเห็นตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้น“บ้าง”
คำอธิบายนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดประการหนึ่ง อันสะท้อนว่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายของเฟด กำลังพิจารณาอย่างจริงจังที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. หลังจากเฟดตรึงดอกเบี้ยที่ระดับ 0-0.25% มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 เพื่อกระตุ้นการกู้ยืม การใช้จ่าย และการลงทุน การเคลื่อนไหวของเฟดเป็นที่จับตาของทั่วโลก เพราะจะมีผลกระทบต่อกระแสเงินและกระแสทุน รวมถึงการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ซึ่งล่าสุดลดลงไปแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีครึ่ง
นักลงทุนกำลังจับตาตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างใกล้ชิด รวมถึงข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะรายงานปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนมองว่าหากมีการสร้างงานเกินกว่า 250,000 ตำแหน่ง ก็ค่อนข้างแน่นอนว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ขณะเดียวกัน หากเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งมีการสร้างงานมากกว่า 250,000 ตำแหน่ง ก็อาจฉุดให้ราคาทองคำลดลงต่ำกว่า 1,080 ดอลลาร์
ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ ถึงขั้นเอื้อต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับปกติ ถือเป็นแง่ดีสำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ความที่เศรษฐกิจสหรัฐมีขนาดใหญ่อันดับ 1 ของโลก ดังนั้นหากมีการขยายตัวในระดับดี ก็นำไปสู่การค้าขายและนำเข้าจากประเทศอื่นได้มากขึ้น แต่อีกแง่หนึ่งการปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยของสหรัฐจะก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดเงิน เพราะนักลงทุนจะหันไปลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทำให้กระแสทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ซึ่งที่ผ่านมา แม้ยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ค่าเงินของประเทศในเอเชียอย่างริงกิตกับรูเปียะห์ ก็อ่อนค่าลงไปพอสมควรแล้ว แม้ทั้งสองประเทศอธิบายว่าสามารถรับมือกับการอ่อนค่าของสกุลเงินตัวเองได้
เช่นเดียวกับคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย ที่มองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดน่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกในปีนี้ แต่ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนคงมีไม่มาก เพราะความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกของไทยมีน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค พร้อมระบุว่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงช่วยในเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ แม้ช่วงที่ผ่านมาค่าเงินอ่อนค่าเร็วไปบ้าง แต่โดยรวมถือว่ายังเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ในส่วนของมาเลเซียกับอินโดนีเซียก็แสดงท่าทีคล้ายคลึงกัน โดยอินโดนีเซียระบุว่าการอ่อนค่าของรูเปียะห์จะมีผลกระทบไม่มากนักต่อเศรษฐกิจของประเทศ การแสดงความเชื่อมั่นและการจับตาการเคลื่อนไหวของเฟดถือเป็นสิ่งดี เพราะชัดเจนว่าเมื่อมีการขึ้นดอกเบี้ยจริง ความผันผวนจะเกิดขึ้นแน่ อีกทั้งหลังจากการปรับขึ้นครั้งแรก ยังมีคำถามในเรื่องของการปรับขึ้นครั้งต่อไปและเป็นจำนวนเท่าไร อันจะถือเป็นการปิดฉากยุคดอกเบี้ยระดับใกล้ศูนย์เปอร์เซนต์ และใช้ดอกเบี้ยในระดับปกติของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ จากนั้นก็ต้องดูการเคลื่อนไหวของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ในโลกเช่นกัน ว่าจะดำเนินไปเช่นไรด้วย






