ข้อเสนอให้ยกเลิกการจัดเก็บ และจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือ “ภาษีบาป” ให้กับ “สสส.-ไทยพีบีเอส-กองทุนพัฒนากีฬา”
เป็นอีกเรื่องที่บังเอิญไปเกี่ยวพันกับธุรกิจน้ำเมา แบบเดียวกับกรณีห้ามขายเหล้ารอบสถาบันการศึกษาในรัศมี 300 เมตรที่เครือข่ายเยาวชน “ข้องใจ” และออกมาทวงถามว่าเหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องนี้ ไปนานกว่าครึ่งเดือนจึงยังไม่มีการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา
+++ มาคราวนี้เรื่องของการนำเงินภาษีบาปไปใช้โดยตรง ถูกชี้ว่าเป็นการ “ผิดวินัยการคลัง” ยากต่อการตรวจสอบ และมีความพยายามที่จะบอกว่าเงิน “ภาษีน้ำเมา” ที่หักไปให้องค์กรเหล่านี้ 1.5 เปอร์เซนต์ เป็นการเบียดบังเงินภาษีที่จะเข้ารัฐ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เงินในส่วนที่ว่าเป็นการ “เก็บเพิ่ม” จากผู้ประกอบการ ส่วนรัฐบาลยังคงได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามเดิม
+++ หรือกลับกันหากมีการยกเลิกกฎหมาย ก็หมายความว่านายทุนเหล้า-บุหรี่ จะไม่ต้องจ่ายเงิน 1.5 เปอร์เซนต์ดังที่ว่า หรือสรุปง่ายๆ ชัดๆ อีกทีก็คือรัฐบาล “ไม่ได้-ไม่เสีย” อะไร ส่วนคนที่จะได้ประโยชน์ก็คือเอกชนเท่านั้น
+++ ตรงนี้เป็นเรื่อง “อันตราย” สำหรับรัฐบาล เพราะจะโดนครหาเอาง่ายๆ ว่าไป “รับลูก” บริษัทน้ำเมา ยิ่งมี 2 เหตุการณ์มาประจวบเหมาะกันในระยะเวลาอันใกล้เคียง ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกตั้งข้อสงสัย และจะกลายเป็นจำเลยสังคม โดยที่ (อาจ) ไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็น ไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรด้วยเลย
+++ จริงอยู่ตรงที่ว่าการเบิกจ่ายผ่าน “กระบวนการ” งบประมาณ เสมือนการ “เข้าสู่ระบบ” ที่ง่ายต่อการตรวจสอบการใช้จ่าย และก็ “ปฏิเสธไม่ได้” ว่าบางองค์กรในจำนวนนี้ถูกสังคมมองว่าใช้เงิน “ฟุ่มเฟือย” เกินจำเป็น มีค่าตอบแทนสูง แต่ผลงานยังไม่ “สมราคา”... แต่กรณีนี้ก็สามารถปรับแก้กติกากันได้ อย่างเช่นกำหนดเพดานวงเงินค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจ รวมถึงการสร้างกลไกในการตรวจสอบ
+++ ที่สำคัญหากย้อนไปดู “เจตนา” ของการจัดสรรงบประมาณจากภาษีบาปโดยตรงให้กับองค์กรเหล่านี้...นั่นเป็นเพราะต้องการปิดทางไม่ให้การเมือง “แทรกแซง” ไม่เปิดช่องให้นักการเมืองเข้ามา “แบ่งเค๊ก” งบประมาณ 4,500 ล้าน ของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ไปเป็น “งบหาเสียง”
+++ รวมทั้งไม่เปิดโอกาสให้นักการเมืองได้ใช้ “ทีวีสาธารณะ” อย่างผิดวัตถุประสงค์ ในการ “ตีปี๊บ”ผลงาน หรือเป็นกระบอกเสียง “แก้ต่าง” ให้กับรัฐบาล เพราะก่อนหน้านี้ขนาดยังไม่มีการแก้กฎหมาย ก็ยังมีกรณีถอด “พิธีกร” ออกจากรายการโทรทัศน์ที่ไปพูดจากระทบกระทั่งฝ่ายการเมืองมาแล้ว
+++ เรื่องนี้มีทีี่มาจากข้อเสนอของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ถึง บวรศักดิ์ อุวรรโณ เพื่อนำสู่การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ และเรื่องเดียวกันมีเสียงคัดค้านจากองค์กรที่มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งมีข้อเรียกร้องจากเครืองข่ายภาคีองค์กรด้านสุขภาพ ส่งถึงกรรมาธิการยกร่างฯ ที่กำลังจะนำไปสู่การพิจารณาทบทวน 10-11 ส.ค.นี้...เรื่องนี้ต้องติดตาม
+++ ส่วนการเมืองเรื่อง “ปฏิรูป” ยังคงดำเนินต่อไป 13 ส.ค.นี้ สปช.จะส่ง “พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ” (Blue Print For Change)
ที่ประกอบไปด้วย 37 วาระปฏิรูป 6 วาระการพัฒนา และวาระปฏิรูปพิเศษ ให้กับรัฐบาล พร้อมแถลงผลงาน ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ โดยเชิญสื่อมวลชน และตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ประมาณ 1 พันคนเข้าร่วมรับฟัง !!!
.....................................
นฤพน เพชรดี [email protected]






