ผมคิดว่าทุกท่านที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมา จะพบว่าคณะรัฐประหารถูกตั้งคำถามมากขึ้นๆ
กลุ่มที่เชียร์และอยากให้คณะรัฐประหารทำอะไรดีๆ ตามที่ตนเองคาดหวังเอาไว้ ก็เริ่มที่จะอึดอัดมากขึ้น นักวิชาการอาวุโสท่านหนึ่งถึงกับเขียนในบทความ ในจุลสารของมูลนิธิแห่งหนึ่งทำนองว่า ท่าน “ตกใจและสิ้นหวัง” ที่ “สังคมเผด็จการที่ดีของคณะ คสช.” ได้แถลงว่า จะทำโครงการแถวแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งท่านเห็นว่า จะทำลายภูมิทัศน์ที่มีคุณค่าของพื้นที่สำคัญพื้นที่หนึ่งในกรุงเทพฯ
นักพัฒนาเอกชนและนักเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ทำงานร่วมกับชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” และยอมรับการรัฐประหาร ก็ได้เริ่มแสดงความรู้สึกว่าทนต่อไปไม่ได้ เพราะคณะรัฐประหารมีโครงการต่างๆ หลายโครงการ ที่อาจส่งผลร้ายหรือรังแกชาวบ้านในหลายพื้นที่
ผู้สังเกตการณ์หลายท่านให้ข้อมูลตรงกันว่า การเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือกลุ่ม “ดาวดิน/14 นักศึกษา” ที่ถูกจับกุมในคราวที่แล้วนั้น มีคนที่เคยไปร่วมเรียกร้องการรัฐประหารมาร่วมด้วยจำนวนหนึ่ง (และเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในปฏิบัติการครั้งนี้ไม่น้อยทีเดียว)
ในช่วงเวลาเพียงปีเศษๆ หลายคนรู้สึกว่าความนิยม/ชื่นชม ในการรัฐประหารเริ่มลดน้อยถอยลง และผมคิดว่าหากคณะรัฐประหารไม่เข้าใจสภาวการณ์ดังกล่าวนี้ เวลาในการครองอำนาจของท่านก็จะเป็น “ขาลง” เร็วขึ้น
เป็นที่ทราบกันดีว่า อำนาจของใครก็ตามจะมั่นคงอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อเป็นที่ยอมรับหรือมีความชอบธรรมในสายตาของสังคม ดังนั้น การทำความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับอำนาจของคนในสังคมไทย จึงมีความสำคัญ
หากพยายามทำความเข้าใจ ก็จะพบว่าสังคมไทยมี “อำนาจ” ที่อาจแบ่งออกได้เป็นสามแบบ ที่ผสมผสานและถ่วงดุล คือคานกันอยู่ ได้แก่ อำนาจการเมือง อำนาจวัฒนธรรม อำนาจเศรษฐกิจ หากเมื่อใดที่ผู้ครองอำนาจในส่วนใดส่วนหนึ่งในสามส่วนนี้ ดำรงอยู่อย่างไม่รุกรานหรือไม่พยายามขยับขึ้นไปอยู่เหนืออำนาจอื่นอีกสองอำนาจที่เหลือ สังคมไทยก็จะ “สมดุล” หรือดำเนินไปอย่างสงบพอสมควร แน่นอนว่าบางครั้งบางอำนาจอาจจะเถลิงอำนาจมากไปสักหน่อย เช่น อำนาจเศรษฐกิจทำร้ายชาวบ้านมากไป ชาวบ้านก็จะหันไปขอความช่วยเหลือ หรือขอพึ่งอำนาจวัฒนธรรมหรืออำนาจการเมือง เช่น การถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือการร้องทุกข์ต่อสถาบันการเมืองสถาบันใดสถาบันหนึ่ง เป็นต้น
การที่อำนาจในสังคมไทยกระจายอยู่หลายจุด และประชาชนอาศัยการถ่วงดุลกันเองของอำนาจต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนมากนักการเล่นการเมืองแบบดุลอำนาจเช่นนี้ ทำให้สังคมไทยดำเนินมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างไม่แตกหักกัน
เมื่อมองการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมการเมืองไทย จะพบด้วยว่าผู้ครองอำนาจการเมือง อำนาจวัฒนธรรม หรืออำนาจเศรษฐกิจ ล้วนแต่ใช้อำนาจสองแบบซ้อนกันอยู่ กล่าวคือ มีทั้งการใช้อำนาจที่เป็นทางการ ที่มีกฎหมายรองรับ (authority)และอำนาจที่ไม่เป็นทางการ (หรืออิทธิพล) ซึ่งผู้ครองอำนาจจะต้องตัดสินใจในสถานการณ์หนึ่งๆ ตนควรจะใช้อำนาจแบบใด ใช้ในช่วงจังหวะใด ในบางกรณีก็ต้องใช้ทั้งอำนาจและอิทธิพลไปพร้อมกัน ซึ่งการที่จะใช้อำนาจและ/หรืออิทธิพลได้อย่างถูกจังหวะ/ถูกเวลา ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้มีอำนาจ ในการที่จะเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมไทย รวมทั้งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถ่องแท้เพียงใดนั่นเอง นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับการที่คนในสังคมไทยมองเห็นว่า การใช้อำนาจและ/หรืออิทธิพลนั้น ไม่ได้คุกคามอำนาจอื่นๆ ด้วย
การที่คณะรัฐประหารได้โอกาสในการครอบครองและใช้อำนาจ ไม่ได้เกิดจากอาวุธปืนหรือการมีกองทัพหนุนหลังเท่านั้น แต่เป็นเพราะว่า การรัฐประหารเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คนไทยจำนวนหนึ่ง (ไม่น้อย) รู้สึกว่า ดุลอำนาจในสังคมไทยถูกกระทบกระเทือนจนเสียสมดุล และปรารถนาให้มีการจัดดุลอำนาจกันใหม่ ความปรารถนานี้ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยนี้ ยอมทนกับการยึดอำนาจของกองทัพ โดยมีความหวังว่าการจัดดุลอำนาจใหม่ให้เกิดการถ่วงดุลกันอย่างมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
แต่คนไทยกลุ่มนี้อาจเริ่มรู้สึกว่า ตนเองถูก “หักหลัง” เพราะชักไม่แน่ใจว่า จะเกิดการดุลอำนาจที่เหมาะสมในเร็ววันหรือไม่ มิหนำซ้ำในช่วงเวลาที่ควรจะเร่งรัดจัดดุลอำนาจใหม่ ให้เกิดผลดีสูงสุดต่อสังคมไทยโดยรวม กลับมีการใช้อำนาจในบางเรื่อง ที่ทำให้เกิดความอึดอัดมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่มีความรู้สึกว่า ตนเองไม่สามารถจะเข้าไป “ถ่วงดุล” อะไรได้เลยหลังการรัฐประหาร รวมทั้งไม่รู้ว่าจะไปเอาอำนาจส่วนไหนมาถ่วงดุลอำนาจของคณะรัฐประหารอีกด้วย เพราะ “อำนาจเดี่ยว” ที่ไร้อำนาจอื่นมาถ่วงดุลเป็นสภาวะที่คนไทยไม่ต้องการ ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจหากคนที่เคยสนับสนุนคณะรัฐประหาร เริ่มถอยห่างออกมา
คณะรัฐประหารควรจะทำอย่างไรในสภาวะเช่นนี้ ประการแรกที่ต้องทำก็คือ ต้องทำให้ชัดเจนว่าตนเองจะยุติการใช้อำนาจแบบนี้เมื่อไร (ต้องยืนยันโรดแมป) ประการที่สอง ต้องเปลี่ยนบทบาทของศูนย์ดำรงธรรม ให้กลายเป็นอีกอำนาจหนึ่งที่จะคอยดุลอำนาจการเมืองของคณะรัฐประหาร โดยทำให้ศูนย์ฯ นี้ มีบทบาทมากกว่าการรับเรื่องร้องทุกข์ธรรมดาสามัญ หากแต่เปิดโอกาสสำหรับการร้องทุกข์กล่าวโทษการทำงานที่ผิดพลาดของคณะรัฐประหาร โดยให้สื่อมวลชนเข้าไปมีบทบาทมากขึ้น ประการที่สาม ต้องทำให้คนไทยทั้งสองปีกรู้สึกให้ได้ว่าคณะรัฐประหารทำให้เกิด “ความหวัง” ในชีวิตทางการเมืองและเศรษฐกิจ
หากต้องการใช้อำนาจให้เกิดประโยชน์แก่สังคมไทยมากที่สุด ก่อนที่จะต้องลงจากอำนาจโดยไม่ต้องผ่าน “ขาลง” มากไปกว่านี้ ก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจความคิดเกี่ยวกับอำนาจของคนไทยให้ดี ตัวผมเองไม่สนใจแม้สักน้อยว่า ท่านจะไปขึ้นเขาลงห้วยอย่างไร ถ้าหากสังคมไทยไม่ต้องเสี่ยงไปกับท่านด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ ถ้าหากคนไทยจำนวนมากเกิดไม่พอใจสภาวะที่ขาดการถ่วงดุลอำนาจ หรือมีการสร้างดุลอำนาจที่ไม่สมดุลเพียงพอ พวกเขาก็อาจจะพากันออกมาบนท้องถนนอีก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นทั้งคนไทยและสังคมไทย ก็จะเสี่ยงอันตรายเพิ่มขึ้นอีก จากที่เสี่ยงมากอยู่แล้วในสภาพเศรษฐกิจของไทยและของโลกในปัจจุบัน






