ขณะนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจ มีแนวโน้มที่จะเติบโตในระดับต่ำต่อไปอีก 1 ปี เนื่องจากต้องเผชิญหน้าทั้งปัจจัยเสี่ยง
จากภายนอกประเทศและภายในประเทศ โดย“3 แรงต้านที่มาปะทะหน้า” หรือที่เรียกว่า 3 Headwinds นั้น กำลังเป็นอุปสรรคขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย โดยที่ 2 แรงต้านแรกนั้นมาจากปัจจัยเสี่ยงในต่างประเทศทั้งกรณีวิกฤติหนี้กรีซที่ยังไม่จบลงได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังอาจจะลากยาวไปอีก 2-3 ปีข้างหน้านั้น ย่อมส่งผลเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของยุโรปที่ยังคงซบเซา และส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปด้วย
ส่วนอีกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้จีดีพีไทยเติบโตในระดับต่ำลง ก็คือการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยนั้น มีส่วนทำให้การส่งออกไทยติดลบถึง 4.3% ในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ เป็น Headwind ที่เป็นแรงต้านอันดับสองที่มาปะทะเศรษฐกิจไทย ถึงแม้ว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวในไตรมาสสองที่ระดับ 7% ที่สร้างความประหลาดใจกับตลาด แต่จากการที่แนวโน้มตลาดหุ้นจีนฟองสบู่ในขณะนี้ จากช่วง 1 ปีที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต พุ่งขึ้นไปถึง 150% ที่จุดสูงสุด 5,166 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน โดยดัชนีหุ้นร่วงลง 32% ในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์จากการเทขายของนักลงทุนจีนและนักลงทุนต่างชาติ อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ฟองสบู่หุ้นแตกจนกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ คาดการณ์ไว้ที่ 6.8%ในปีนี้ อาจจะเติบโตไม่ถึงเป้าที่วางไว้ และวกกลับมากระทบต่อประเทศคู่ค้าเช่นประเทศไทยในที่สุด
ขณะที่ปัญหาภัยแล้งที่เข้าใกล้วิกฤติกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่เข้ามาปะทะ จนส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องนำไปเป็นสาเหตุ ในการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ หลังจากที่หลายสำนักคาดการณ์ว่า ปัญหาภัยแล้งจะทำให้จีดีพีหดตัวลง 0.4-0.5% ซึ่งคาดว่าเป็นความเสียหายที่เป็นวงเงินกว่า 65,000 ล้านบาท จึงเป็นไปได้ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองอาจเติบโตที่ระดับ 2.6-2.7% โดยก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโอกาสที่รายได้ของประชาชนตกต่ำลงโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย จะได้รับความเดือดร้อนจากผลของภัยแล้งและการส่งออกที่หดตัวลง ได้ร้องขอให้ผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ในประเทศมีการลดราคาสินค้าลง 5-10% เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ดังนั้นจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพให้กับประชาชน ทำให้ทางกองทัพเริ่มดำเนินโครงการ “อาหารจานด่วนราคาพิเศษ” จัดจำหน่ายอาหารปรุงสดบริเวณหน้าค่ายทหาร หรือชุมชนรอบค่าย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนได้ซื้ออาหารในราคาพิเศษ และถูกกว่าท้องตลาด
ในขณะนี้ได้เริ่มดำเนินโครงการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนแล้วในหลายพื้นที่ โดยกองทัพได้ดำเนินการนำร่องแล้ว 8 จังหวัดในนครราชสีมา อุดรธานี อำนาจเจริญ เพชรบุรี ลพบุรี ชลบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว โดยการดำเนินการครั้งนี้กองทัพบกได้ใช้พื้นที่ของร้านค้าชุมชนภายในค่าย มีการตั้งจุดจำหน่ายอาหารหน้าค่ายทหาร รวมทั้งในบางพื้นที่ใช้รถครัวสนามเคลื่อนที่ปรุงอาหารสดออกจำหน่ายตามชุมชนต่างๆและมีการนำผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่มาจำหน่ายในราคาถูก สำหรับอาหารจานด่วนมีหลายเมนู อาทิ ข้าวกะเพรา ข้าวราดแกง ข้าวหมูทอด ข้าวไข่เจียว ก๋วยเตี๋ยว ราคาจำหน่ายจานละ10-20 บาท อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านลบจากปัจจัยเสี่ยงทั้ง 3 ด้าน ไม่อาจจะจบด้วยมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนเท่านั้น จากนี้ไปรัฐบาลน่าจะหาทางดำเนินการด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเพื่อตั้งรับผลกระทบ จาก 3 แรงต้านที่เข้ามาปะทะเศรษฐกิจเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลที่รุนแรง และสามารถยืนได้แข็งแกร่งในระยะปานกลางมากกว่า






