วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิกฤติขาดแคลนน้ำ

แม้ข่าวเศรษฐกิจโลกเรื่องวิกฤติหนี้ของกรีซที่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ แต่เป็นการคลี่คลายในระยะสั้น

ที่ในที่สุดแล้วกรีซยอมรับเงื่อนไขของกลุ่มประเทศเจ้าหนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับวงเงินกู้รอบใหม่มูลค่า 86,000 ล้านเหรียญในอีก 3 ปีข้างหน้า ปัญหานี้จะคงอยู่ต่อไป เพราะประเด็นคือมาตรการรัดเข็มขัดที่เป็นเงื่อนไขนั้น มีความเข้มข้นมากกว่ามาตรการที่นายกรัฐมนตรีของกรีซ เสนอในการให้ประชาชนลงประชามติในวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา และไม่ได้การยอมรับเสียอีก รวมทั้งประเด็นสำคัญที่ว่า กรีซจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ได้ตลาดการเงินขานรับการเจรจาในครั้งนี้ และทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวดีขึ้นในสัปดาห์นี้    

สำหรับประเทศไทย ถูกบดบังด้วยปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าภายในประเทศ ความห่วงกังวลของคนทั้งชาติตอนนี้ คงจะไปอยู่ที่ปัญหาการขาดแคลนน้ำถึงระดับวิกฤติ ที่เกิดการแย่งชิงน้ำกันขึ้นในหลายพื้นที่ ที่เป็นการแย่งชิงการใช้น้ำเพื่อใช้ในการเพาะปลูกข้าว กับการใช้น้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค จนมีการระงับการส่งจ่ายน้ำประปาในบางพื้นที่ เช่น ในกรณีบางพื้นที่อำเภอธัญบุรีของจังหวัดปทุมธานี เนื่องจากขาดแคลนน้ำดิบสำหรับการทำน้ำประปา

วิกฤติการขาดแคลนน้ำไม่น่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทศไทย ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่อุดมสมบรูณ์มาช้านาน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจนถึงขั้นที่ในปัจจุบัน ที่ต้องลุ้นรอคอยการตกลงมาของฝนอย่างใจจดใจจ่อ มาจากสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ที่เรียกว่าเอลนิลโญ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ ลดลงต่ำจนแห้งขอด แทบจะมีพอใช้อีกเพียงประมาณ 1 เดือนข้างหน้าถ้าหากฝนไม่ตกเลย  

ประเด็นการแย่งชิงน้ำเพื่อการเพาะปลูก ที่มีการสูบน้ำเข้าในนาข้าวเป็นความเจ็บปวดของทุกคน เพราะชาวนาจำเป็นต้องทำ เพราะต้องการรักษานาข้าวของตนเองเพื่อปากท้อง ในขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งก็ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ การจะรักษาความสมดุลในส่วนนี้ได้อย่างไร เป็นความยากลำบากของรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องยอมรับว่า เมื่อหลายเดือนก่อนนั้น นายกรัฐมนตรีก็ได้มีการขอความร่วมมือให้ชาวนาชะลอการปลูกข้าวไปก่อนระยะหนึ่ง เพราะว่าจะไม่สามารถระบายน้ำให้สำหรับการทำนาในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาได้

โดยที่จะมีโครงการจ้างงานอื่นๆ ให้กับเกษตรกรที่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ เป็นสิ่งที่รัฐได้ขอร้องความร่วมมือ แต่ชาวนาส่วนหนึ่งที่ทำนามาตลอดชีวิต ก็ยังคุ้นเคยกับวิถีชีวิตการทำนา จึงต้องมีการแย่งกันสูบน้ำเข้าพื้นที่ทำนาของตนเอง ซึ่งทำให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีกลุ่มหนึ่งออกมากล่าวหาโจมตีรัฐบาลว่า ทำร้ายชาวนาที่ไม่ยอมปล่อยน้ำให้ชาวนา แต่รักษาน้ำไว้ให้คนในกรุงเทพฯใช้อุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นการฉวยโอกาสออกมาสร้างความแตกแยกของคนกลุ่มต่างๆ อย่างน่ารังเกียจ  

ปัญหาที่เกิดขึ้นคงจะมีคำถามว่า แล้วทำไมจึงปล่อยให้ปัญหาลุกลามจนเกิดวิกฤติดังเช่นในวันนี้ ก็คงจะไม่มีประโยชน์ที่จะมากล่าวโทษกันหรือหาคนผิดในขณะนี้ แต่ในวันนี้ประเด็นสำคัญคงจะอยู่ที่การระดมความร่วมมือกัน ในการแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วงผ่านพ้นไป รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำที่จะเกิดขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้าด้วย                   

ถ้าจะให้ความเป็นธรรมแล้ว ต้องกล่าวได้ว่ารัฐบาลเองก็ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ หลายประการ ในการรับมือกับวิกฤติขาดแคลนน้ำในครั้งนี้ นับตั้งแต่การขอความร่วมมือในการชะลอการเพาะปลูกข้าวไปก่อนเป็นการชั่วคราว การปรับระบบปริมาณการระบายน้ำจากเขื่อนหลักๆ ที่เป็นการจัดสรรการให้มีน้ำใช้ไปให้ยาวนาน (มีการปรับการระบายน้ำจากเขื่อนหลักๆ 4 ลงจากระดับปกติ 60 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันลงเหลือ 28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และอาจจะลดลงเหลือ 18 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน) การทำฝนหลวง  การสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ การขุดลอกคลอง ตลอดจนการแจกจ่ายน้ำในพื้นที่ที่ขาดแคลน แต่ขนาดของปัญหานั้นใหญ่เกินกว่าที่จะขจัดปัญหาให้หมดสิ้นไปได้ในทันที

ข่าวคราวปัญหาเรื่องน้ำที่ได้ปรากฏตามหน้าสื่อต่างๆ มีผลทั้งทางบวกและทางลบ ทางด้านบวกนั้น ประชาชนเตรียมตัวรับสถานการณ์ ทางด้านลบนั้นคือ การสร้างวิตกให้เกิดขึ้นกับประชาชน ที่ส่วนหนึ่งแตกตื่นกันออกไปซื้อภาชนะประเภทถังน้ำ สำหรับการกักตุนน้ำใช้ และยังมีการแห่ไปซื้อน้ำดื่มมากักตุนไว้ทำให้ราคาน้ำดื่มในหลายพื้นที่มีการปรับเพิ่มราคา สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นการดีเลย แต่กลับซ้ำเติมปัญหาให้ยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศแล้วว่า จะไม่ขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคภายในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า นอกจากไม่แห่กักตุนน้ำแล้ว ยังต้องให้ความร่วมมือในการประหยัดการใช้น้ำ เพื่อประวิงเวลารักษาน้ำไว้ใช้ได้นานออกไปอีก

ประเทศไทยเคยเผชิญกับวิกฤติน้ำท่วมครั้งรุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์มาแล้วในปี 2554 จนสามารถผ่านพ้นมาได้ ดังนั้น จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่จะต้องให้กำลังใจกับรัฐบาล และให้ความร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขวิกฤติครั้งนี้ให้ลุล่วงไปอีกครั้งหนึ่ง