“คึกคัก” หน้าดูสำหรับการรักษาความปลอดภัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ
และหัวหน้า คสช. ที่เดินสายไปประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 2 ที่จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 29-30 มิ.ย. หลังจากก่อนหน้านี้ เคยยก ครม.ทั้งคณะ เปลี่ยนบรรยากาศหนีเมืองกรุงไปสัญจรที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นครั้งแรกมาแล้ว
+++ เห็นว่าที่เชียงใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปเดินตลาดนัดชุมชนไทยช่วยไทย คนไทยยิ้มได้ “กาดนัดล้านนาเจียงใหม่” ซึ่งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ปรากฎว่ามีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งตรวจตราบุคคลเข้า-ออกภายในงานอย่างละเอียด ตั้งแต่ประตูทางเข้าโดยผู้ที่เข้าไปเยี่ยมชมพื้นที่จัดงานต้องผ่านเครื่องสแกนอาวุธ และมีเจ้าหน้าที่นำสติ๊กเกอร์สีเขียวติดให้กับผู้ร่วมงานทุกคน ภายในงานก็ยังมีกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบกระจายกำลังอยู่จุดต่างๆ
+++ ขณะที่การรักษาความปลอดภัยโดยรอบบริเวณศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ก็มีการสนธิกำลังของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดนของฝ่ายปกครองเชียงใหม่ รวมกว่า 1,000 นาย แถมยังมีเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) เดินตรวจตราหาสิ่งแปลกปลอมเป็นระยะๆ ด้วย
+++ ก็เป็นธรรมดาอยู่หรอกที่ต้องมีการ “อารักขา” นายกฯ เสมือน “ไข่ในหิน” เพราะเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่า “พื้นที่เชียงใหม่” ถือเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของคนตระกูล “ชินวัตร” เป็นพื้นที่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่หลายคนยังคงไม่พอใจและเคยแสดงออกต่อการ “ต่อต้านการรัฐประหาร”
+++ กระนั้นก็ตาม การที่ต้องระดมเจ้าหน้าที่มารักษาความปลอดภัยอย่างเข็มงวด โดยที่ นายกฯ หรือ ครม.ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหน ได้ตามปกติ ก็สะท้อนได้เหมือนกันว่า “ความปรองดอง” หรือการสลาย “ขั้วสี” ที่ก่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทย มายาวนานนับ 10 ปี ได้ยุติลงแล้วหรือไม่
+++ สถานการณ์ขณะนี้ “ภายนอก” อาจจะดูดี ดูมีสงบเรียบร้อย ไม่มีความขัดแย้ง แต่ “ภายใน” เชื่อว่าความคิด ความนึกคิด และอุดมการณ์ทางการเมืองของ “คนเสื้่อแดง” ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งกำลังรอการสร้าง “ความปรองดองสมานฉันท์” ให้เห็นผลเป็น “รูปธรรม” ในช่วงเวลาที่เหลือของ คสช. หรือ อาจจะต้องต่อยอดไปยัง “รัฐบาลชุดใหม่” ก็เป็นได้
+++ ถือเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย ที่ “ผู้ป่วยเมอร์ส” และผู้เสี่ยงสูงสัมผัสโรค 20 คน ได้พ้นระยะการเฝ้าระวังโรคจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแสดงว่า “ไม่มีใครติดเชื่อเมอร์ส” โดยนพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข บอกว่า อาการของผู้ป่วย “ชาวโอมานดี” ขึ้นตามลำดับ สามารถลุกขึ้นนั่งได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจน
+++ ส่วนผู้สัมผัสผู้ป่วยรายแรกจำนวน รวม 154 คน นั้นอาการปกติดี และในวันที่ 29 มิ.ย. ได้ยุติการเฝ้าระวังผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากพ้นระยะฟักตัวของโรค 14 วันแล้ว จำนวน 20 คน ประกอบด้วยผู้โดยสารเครื่องบินลำเดียวกัน ที่นั่ง 2 แถวหน้า 2 แถวหลัง 14 คน คนขับแท็กซี่ 2 คน พยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน 4 คน ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอีก 16 คน ยังอยู่ในการติดตามจนกว่าจะพ้นระยะฟักตัวของโรค รวมถึงญาติผู้ป่วยชาวโอมาน 3 คน
+++ พญ.จริยา แสงสัจจา ผอ.สถาบันบำราศนคราดูร บอกว่า ผู้ป่วยชาวโอมาน มีความเป็นไปได้สูงที่จะหายเป็นปกติจากโรคเมอร์ส และสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายในเดือน ก.ค.นี้
+++ ต้องขอชื่นชม “เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทย” และฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถควบคุมและเฝ้าระวัง “โรคเมอร์ส” ได้เป็นอย่างดี เพราะหากมีปัญหาการแพร่ระบาดเกิดขึ้นในเมืองไทย มีวัง “การท่องเที่ยวไทย” ได้รับผลกระทบ และจะส่งผลต่อปัญหาทางเศรษฐกิจไทยเราตามไปด้วย






