ในระหว่างที่สหภาพยุโรป (อียู) ยังคงต้องรับมือกับปัญหาหนี้สินของกรีซ และเสถียรภาพของเขตสกุลเงินยูโร (ยูโรโซน)
ในระหว่างที่สหภาพยุโรป (อียู) ยังคงต้องรับมือกับปัญหาหนี้สินของกรีซ และเสถียรภาพของเขตสกุลเงินยูโร (ยูโรโซน) ซึ่งจะยังคงเป็นปัญหาสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกต่อไป แต่อีกด้านหนึ่งความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของอียู ก็มีความคืบหน้าในการส่งเสริมการลงทุนภาครัฐในระดับสหภาพฯ และอาจจะสามารถแก้ไขปัญหาสภาวะการลงทุนของอียูที่ยังคงซบเซา ดังจะเห็นได้ว่า การลงทุนในภาครัฐของอียูเมื่อปี 2557 ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าร้อยละ 2 ของ GDPซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา
ตามที่ เว็บไซต์ ThaiEurope.net ได้รายงานความเป็นมาและการประกาศจัดตั้งกองทุน EFSI เมื่อเดือนมกราคม 2558 นั้น [http://www2.thaieurope.net/?p=7446]ล่าสุดการเจรจารายละเอียดของร่างกฎระเบียบของรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Regulation of the European Parliament and The Council) เพื่อจัดตั้งกองทุนยุโรป เพื่อการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัฐสภายุโรป และคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้เสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ที่ประชุมคณะทูตผู้แทนถาวรประจำสหภาพยุโรป (Permanent Representatives Committee - Coreper) ในฐานะผู้แทนของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้ลงมติเห็นชอบข้อตกลงระหว่างรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนการพิจารณาของคณะมนตรีฯ ก่อนการลงมติเห็นชอบของรัฐสภายุโรปในวันที่ 24 มิถุนายน 2558 โดยคณะมนตรีฯ ต้องแจ้งผลการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังการลงมติของรัฐสภายุโรป ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสองแล้ว ร่างกฎระเบียบดังกล่าวก็จะมีผลเป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปภายในต้นเดือนกรกฎาคม 2558
กองทุน EFSI เป็นกองทุนของอียูที่ได้มีการพูดถึงอย่างมากตั้งแต่ นายฌอง-โคลด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ประกาศนโยบายในช่วงเริ่มต้นเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 เนื่องจากนายยุงเกอร์ประกาศว่า กองทุนจะนำไปสู่การลงทุนต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจอียูที่มากขึ้นถึง 3.15 แสนล้านยูโร โดยอียูจะใช้งบประมาณเพียง 2.1 หมื่นล้านยูโรเท่านั้น
สินเชื่อคือกลไกหลักของกองทุน EFSI
กลไกหลักของกองทุนนี้คือ การใช้กองทุนเป็นเครื่องมือทางการเงินแบบเงินค้ำประกัน เพื่อสร้างสินเชื่อ (leveraging) ซึ่งจากการคำนวณของคณะกรรมาธิการยุโรป จำนวนเงินค้ำประกัน 2.1 หมื่นล้านยูโร จะสามารถทำให้เกิดผลทวีคูณ (multiplier effect) เป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุนด้วยอัตรา 1:3 และจะทวีคูณอีก 5 เท่า จากการร่วมลงทุนโดยรัฐบาลของประเทศสมาชิกและภาคเอกชน ส่งผลให้อัตราผลทวีคูณเพิ่มขึ้นเป็น 1:15 (1 x 3 x 5) ซึ่งจะทำให้จำนวนเงินลงทุนทั้งสิ้นในระบบเศรษฐกิจยุโรป จากกองทุนนี้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 3.15 แสนล้านยูโร ซึ่งตัวเลขจำนวนเงินลงทุนที่คณะกรรมาธิการยุโรปคาดหวังนี้ ยังเป็นที่กังขาอยู่ เนื่องจากอัตราการเกิดผลทวีคูณ เป็นอัตราที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประมาณการขึ้นเองและยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายประการ
ความสำคัญเชิงคุณภาพของโครงการที่ได้รับการสนับสนุน
ความสำเร็จของการเกิดผลทวีคูณ ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของโครงการที่ EFSI จะให้การสนับสนุนเช่นกัน เนื่องจากหากโครงการไม่มีความน่าสนใจในการลงทุน หรือให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า โครงการก็จะไม่สามารถหาภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนได้ ซึ่งก็อาจจะทำให้ผลทวีคูณไม่เกิดขึ้น หรือไม่สามารถเกิดขึ้นในอัตรา 1:15 ตามที่คณะกรรมาธิการยุโรปคาดหวังไว้
ดังนั้น การคัดเลือกโครงการจึงมีความสำคัญอย่างมาก และการแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) และคณะกรรมการการลงทุน (Investment Committee) ที่จะทำหน้าที่คัดสรรโครงการที่จะได้รับการสนับสนุน ก็เป็นประเด็นที่ฝ่ายต่างๆ ในกระบวนการนิติบัญญัติของอียูเจรจากันเพื่อสรุปเป็นข้อตกลงได้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558
ข้อตกลงที่เกิดขึ้นเป็นไปตามข้อเรียกร้องของรัฐสภายุโรป ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการคัดเลือกกรรมการผู้จัดการ โดยรัฐสภายุโรปจะสามารถลงมติเห็นชอบผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจาก Steering Board ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนของคณะกรรมาธิการยุโรป และธนาคารเพื่อการลงทุนยุโรป (European Investment Bank-EIB) แต่รัฐสภายุโรปจะไม่มีส่วนร่วมในการสรรหาคณะกรรมการการลงทุน เนื่องจากสมาชิกคณะกรรมการต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง
นอกจากนี้ กองทุน EFSI จะไม่จัดสรรจำนวนโครงการสำหรับรายประเทศสมาชิก แต่กองทุนจะให้ความสำคัญกับโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค การศึกษาวิจัยและนวัตกรรม การสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศและพลังงาน
ความพร้อมของโครงการต่างๆ และความคืบหน้าของการจัดตั้งกองทุน
เนื่องจาก EIB มีส่วนในการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นเงินค้ำประกันจำนวน 5 พันล้านยูโร จาก ทั้งหมด 2.1 หมื่นล้านยูโร EIB จึงได้เริ่มต้นอนุมัติสินเชื่อโครงการ ที่จะสามารถไปอยู่ภายใต้การสนับสนุนของ EFSI ได้ โดยเมื่อ 12 พฤษภาคม 2558 คณะกรรมการของ European Investment Fund ซึ่งเป็นหน่วยงานของ EIB ได้อนุมัติโครงการปล่อยสินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อย ที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม หรือธุรกิจของผู้ประกอบการที่เป็นคนรุ่นใหม่ (Prêt Innovation และ Prêt d'amorçage) มูลค่าทั้งหมดรวม 450 ล้านยูโรของ Bpifrance ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อสนับสนุนการลงทุนภาครัฐของฝรั่งเศส
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2558 คณะกรรมการบริหารของ EIB ก็ได้อนุมัติการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน 4 โครงการ ได้แก่ โครงการประหยัดพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย สำหรับระบบจ่ายความร้อนในบ้านเรือนของประเทศฝรั่งเศส โครงการระบบเชื่อมต่อแหล่งพลังงานหมุนเวียนและเครือข่ายพลังงานไฟฟ้าในยุโรปตอนเหนือและภาคตะวันตก โครงการลดการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมของฟินแลนด์ และโครงการปรับปรุงระบบสถานีส่งต่อก๊าซธรรมชาติในสเปน ซึ่งทั้ง 4 โครงการเป็นส่วนหนึ่งของ 21 โครงการ ด้านพลังงานหมุนเวียนมูลค่า 8 พันล้านยูโร ที่ EIB สนับสนุนสินเชื่อ
เมื่อกองทุน EFSI จัดตั้งเสร็จเรียบร้อย โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก EIB เหล่านี้ก็จะถูกถ่ายโอนไปอยู่ภายใต้การดูแลของ EFSI ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากกลไกต่างๆ ของ EFSI เช่น จาก Investment Advisory Hub ที่จะสามารถให้คำแนะนำทางเทคนิคเกี่ยวกับการระดมทุน และในกรณีที่โครงการใดไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการการลงทุนของ EFSI ธนาคาร EIB ก็จะยังคงเป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อแก่โครงการดังกล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนของความคืบหน้าในการระดมทุนจากผู้ร่วมลงทุนฝ่ายต่างๆ ก็มีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีประเทศสมาชิกอียูประเทศใด ให้คำมั่นที่จะสนับสนุนทางการเงินแก่กองทุนโดยตรง แต่ประเทศสมาชิก 7 ประเทศ ก็ได้ประกาศที่จะให้การสนับสนุน ผ่านธนาคารเพื่อการส่งเสริมของภาครัฐ คือ เยอรมนี (8 พันล้านยูโร) โปแลนด์ (8 พันล้านยูโร) อิตาลี (8 พันล้านยูโร) ฝรั่งเศส (8 พันล้านยูโร) สเปน (1.5 พันล้านยูโร) สโลวาเกีย (400 ล้านยูโร) และลักเซมเบิร์ก (80 ล้านยูโร) ซึ่งจะให้เงินสนับสนุนจำนวนทั้งหมดรวม 33,980 ล้านยูโร ซึ่งทีมงาน ThaiEurope.net จะติดตามและรายงานความคืบหน้าต่อไป
ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของยูโรโซน
ถึงแม้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยูโรโซน ในไตรมาสแรกของปี 2558 จะสามารถโตได้ร้อยละ 0.4 ซึ่งเป็นอัตราที่ดีกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ในช่วงเดียวกัน (ถดถอยที่อัตราร้อยละ 0.7 และเติบโตร้อยละ 0.3 ตามลำดับ) แต่อัตราการว่างงานของประเทศสมาชิกอียู โดยเฉพาะบางประเทศสมาชิกของยูโรโซน อาทิ ฝรั่งเศส สเปนหรือกรีซ ยังคงอยู่ในระดับที่สูงมาก อียูจึงยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป
ความพยายามในส่วนของภาคการลงทุน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ และนอกจากมาตรการทางการคลัง เช่น การลงทุนในภาครัฐแล้ว อียูก็ยังพยายามใช้มาตรการทางการเงิน เช่น มาตรการ QEเข้ามาช่วยด้วย ซึ่งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ที่ยังคงต้องพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศอยู่ คงต้องเฝ้ามองอย่างใกล้ชิดว่า ในที่สุดแล้ว ความพยายามต่างๆ ของอียูจะส่งผลลัพธ์ต่อความมั่นใจและกำลังซื้อที่มากขึ้นของผู้บริโภคในอียู
ท่านผู้อ่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของการจัดตั้งกองทุนได้ที่ http://ec.europa.eu/priorities/jobs-growth-investment/plan/index_en.htm และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปได้ทาง www.thaieurope.net หรือติดตามรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจาก Twitter “@thaieurope-news” และ Faceboo k “thaieurope.net”






