เมื่อสังคมชนบทกลายเป็น “สังคมผู้ประกอบการ”

เมื่อสังคมชนบทกลายเป็น “สังคมผู้ประกอบการ”

ผมได้เขียนเรื่องความเปลี่ยนแปลงในชนบทไทยมาหลายตอนแล้ว แต่เนื่ะองจากว่ามีความจำเป็นที่จะต้องไปพูดเรื่องนี้ให้ “ผู้ใหญ่” กลุ่มหนึ่งฟัง

ผมได้เขียนเรื่องความเปลี่ยนแปลงในชนบทไทยมาหลายตอนแล้ว แต่เนื่ะองจากว่ามีความจำเป็นที่จะต้องไปพูดเรื่องนี้ให้ “ผู้ใหญ่” กลุ่มหนึ่งฟัง จึงกลับมานั่งคิดว่า จะเสนออย่างไรให้เกิดการขบคิดแลกเปลี่ยนกันให้กว้างขวาง

ผมขอเสนอว่า สังคมชนบทไทย (rural society) ไม่ใช่สังคมเกษตรกรรมที่มีลักษณะดังที่คนไทยซึมซับรับรู้กันมาเนิ่นนานอีกต่อไปแล้ว หากแต่การพัฒนาชนบทที่ผ่านมาและการปรับเปลี่ยนตัวเองของชาวชนบท ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใน “บุคลิกลักษณะ” (Characteristic) ต่างๆ ของคนชนบท ที่สำคัญยิ่งก็คือความสัมพันธ์ทั้งหลายในชนบทที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ทำให้สังคมชนบทเปลี่ยนมาเป็น “สังคมผู้ประกอบการ” (entrepreneur society)             

การเข้าใจลักษณะที่สำคัญของสังคมชนบทอย่างแท้จริง (หรือการเข้าใจว่า จริงๆ แล้ว “ชนบท” เป็นอย่างไร) เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าหากเราไม่สามารถสรุปได้หรือยกระดับได้ว่า สังคมชนบทมีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างไร หรือมีลักษณะเฉพาะอย่างไรในปัจจุบัน เราก็ไม่มีทางที่จะปรับเปลี่ยนนโยบาย ทัศนคติ หรือมองหาทางเลือกใหม่ๆ ให้แก่สังคมได้เลย ตรงกันข้ามเราอาจจะกำหนดนโยบายหรือโครงการต่างๆ ผิดพลาดจนทำให้สังคมวิกฤติมากขึ้น

ประเด็นคำถามที่ต้องตอบให้ชัดเจน ได้แก่ ทำไมเรามองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในชนบท ซึ่งนำมาซึ่งคำถามต่อว่า ทำไมเราจึงมองไม่เห็น “ผู้ประกอบการ” ในชนบท ที่เรามองมาเห็นก็เพราะเราติดอยู่ในกับดักของความคิดทางวิชาการ ที่แยกกันระหว่างสังคมชนบทกับสังคมเมือง (Rural Society and Urban Society) ที่ครองความคิดผู้คนมาเนิ่นนาน ทั้งในสาชาวิชาเศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา รวมทั้งประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ โดยขาดความตระหนักว่า การเกิดความคิดที่แยกสังคมเมืองกับชนบทออกจากกัน มีจุดเริ่มต้นจากนักวิชาการตะวันตกที่แยกเพื่อให้เข้าใจจังหวะความเปลี่ยนแปลงช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ตะวันตกเท่านั้น

กล่าวได้ว่าจุดเริ่มต้นของการแยกระหว่างชนบทกับเมืองนั้น เป็นอิทธิพลจาก Karl kautsky ในหนังสือ The Agrarian Question (พิมพ์ครั้งแรกปี 1899 ผมใช้ของปี 1988) ได้อธิบายกระบวนการการแยกตัวทางการผลิตระหว่างชนบทกับเมืองเอาไว้ และกลายเป็นฐานคิดที่ฝังในวิชาต่างๆ อย่างลึกซึ้ง ทั้งๆ ที่การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ของ Kautsky ในตอนท้ายได้กล่าวถึงการเกิดขึ้นของช่างฝีมือในภาคเกษตรกรรมเอาไว้ด้วย

พร้อมไปกับการแยกชนบทกับเมืองให้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ประเด็นปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ได้แก่ การศึกษาเรื่องผู้ประกอบการและความเป็น “ผู้ประกอบการ” (Entrepreneurship) ถูกทำให้จำกัดเฉพาะผู้ประกอบการในธุรกิจสมัยใหม่เท่านั้น งานที่ได้ริเริ่มคิดเรื่องผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบได้แก่ Joseph Schumpeter ในหนังสือ Business Cycles : A Theoretical, Historical and Statistical Analysis of the Capitalist Process (พิมพ์ครั้งแรก 1939) ซึ่งเขาได้ชี้ให้เห็นถึงคุณลักษณะทั่วไปของผู้ประกอบการ โดยที่ยังไม่ได้แยกระหว่างผู้ประกอบการในเมืองและในชนบทแต่อย่างใด

ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กรอบคิดเรื่องการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เน้นว่าการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจของเมืองหรือเศรษฐกิจสมัยใหม่เท่านั้น ที่จะนำพาเศรษฐกิจของชาติหนึ่งๆ พ้นไปจากปลักของการไม่พัฒนาได้ หนังสือของ Rostow, W. W. เรื่อง The Stages of Economic Growth: A Non-Communist Manifesto ได้กลายเป็นคัมภีร์ที่กำกับปฏิบัติการต่างๆ ของรัฐ และกำกับหัวใจของขุนนางผู้ชำนาญการทางเศรษฐศาสตร์    

ความคิดที่เน้นการเคลื่อนไปสู่ “เศรษฐกิจสมัยใหม่” เพื่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยการสลายระบบเกษตรกรรมแบบเดิมลงไป ตอกย้ำการแยกกันระหว่างชนบทกับเมือง ให้ซึมลึกลงไปในความรู้สึกนึกคิดผู้คนและนักวิชาการมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การคิดคำนึงถึง “ผู้ประกอบการ” ทางการเกษตรหรือผู้ประกอบการด้านอื่นๆ ในชนบทจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้   

หากปรากฏคำว่า “ผู้ประกอบการ” ขึ้นเมื่อใด สมองของเราก็จะคิดอยู่เฉพาะผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม หรือภาคบริการเท่านั้น โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย คณะที่ศึกษาทางด้านธุรกิจทั้งหลายก็จะเน้นผู้ประกอบการในการผลิตสมัยใหม่ หรือหากจะทำความเข้าใจผู้ประกอบการก็จะหยิบเพียงแค่การนิยามผู้ประกอบการของ Schumpeter มาเน้นโดยไม่ได้เชื่อมโยงกับบริบททางประวัติศาสตร์ของความคิดและหนังสือของเขาเลย

น่าเสียดายที่นโยบายของรัฐและความ (ไม่) รู้เรื่องชนบทที่ฝังแน่นอยู่ในสังคมนั้น ได้นำสังคมไทยไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างผู้คนในเมืองกับชนบท

ทั้งหมดของสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลมาจากการประสานกันระหว่างการรับรู้ที่ถูกแยกขาดระหว่างเมืองกับชนบท และการไม่คิดถึง/คิดไม่ถึง ในความเปลี่ยนแปลงของการทำมาหากินที่เป็น “ผู้ประกอบการ” ในชนบท  ซึ่งทำให้สังคมไทยสูญเสียทั้งเวลาและทรัพยากรไปมากมายอย่างน่าเสียดาย ที่สำคัญเรามองไม่เห็นศักยภาพของพี่น้องชนบทที่ได้สร้างสรรค์กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในลักษณะที่หลากหลาย จนทำให้เราไม่สามารถหยิบมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมได้

ความจำเป็นเร่งด่วนในวันนี้ก็คือ การปรับเปลี่ยนความคิด โดยจะต้องก้าวข้ามกับดักคู่ตรงกันข้ามระหว่างเมืองกับชนบท และก้าวข้ามกรอบคิดผู้ประกอบการมีอยู่เฉพาะในการผลิตสมัยใหม่ เพื่อที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งและไพศาลในลักษณะของสังคมชนบท

หากเรามองสังคมชนบทเป็นสังคมผู้ประกอบการ ก็จะเห็นได้ว่าการเกิดขึ้นและขยายตัวของ “ผู้ประกอบการ” ในสังคมชนบทอยู่ในบริบทของการปรับเปลี่ยนฐานทรัพยากรที่มีอยู่ ให้เข้าสู่การประกอบการสมัยใหม่ ซึ่งได้ผนวกรวมและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาหลายมิติ เพื่อใช้ในการสร้างตัวตนของตนเองขึ้นมา จนทำให้สังคมชนบททั้งหมดมีระบบความสัมพันธ์กันในลักษณะเครือข่ายของผู้ประกอบการ

หากเรามองสังคมชนบทเป็นสังคมผู้ประกอบการ นโยบายของรัฐก็ย่อมจะแบ่งสรรทรัพยากรไปสู่การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายผู้ประกอบการที่ถักสานกันในพื้นที่ เสริมศักยภาพให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น ในการเชื่อมต่อเครือข่ายผู้ประกอบการต่างๆ ฯลฯ

การสนับสนุนหรือการแก้ปัญหาของผู้ประกอบการชาวชนบท ก็ย่อมจะชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงการปฏิรูปประเทศอย่างถูกทาง ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง การส่งเสริมผู้ประกอบการในชนบทที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้มีโอกาสและช่องทางใหม่ๆ ในการปรับตัว จะนำไปสู่การเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำรายได้ทั้งแก่ชาวชนบทและแก่ประเทศโดยรวม ขณะเดียวกัน ก็จะทำให้ตลาดภายในเข้มแข็งขึ้นด้วย