อองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านพม่าลุยงานใหญ่ เพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งในปลายปีนี้
ซึ่งจะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตการเมืองของเธอ
เพราะเธอเพิ่งฉลองวันเกิด 70 ปี
และหากเธอจะมีบทบาททางการเมืองที่สำคัญ ก็จะต้องเป็นผลจากการเลือกตั้งคราวนี้ เพราะรอไปอีกหนึ่งสมัยเธอก็อาจจะหมดเรี่ยวแรงเสียก่อน
อองซานซูจีตั้งเป้าใหญ่ไว้สองสถาน
- ทำให้พรรค NLD ของเธอชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เพื่อได้รับความชอบธรรมในการจะทำหน้าที่ในสภา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้เธอสามารถเป็นประธานาธิบดี หากพรรคได้เสียงข้างมากโดยเฉพาะมาตราที่ห้ามคนที่มีสามีหรือลูกเป็นต่างด้าวเป็นประธานาธิบดี และเพื่อบรรลุเป้าหมายข้อ 2 จะต้องแก้มาตรา 436 ในรัฐธรรมนูญเสียก่อน เพราะนั่นคือประเด็นที่ให้อำนาจวีโต้กับฝ่ายทหาร เพราะมาตรานี้กำหนดไว้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องได้เสียงไม่ต่ำกว่า 75% ในสภา ในขณะที่ทหารมีโควตาเป็นสมาชิกสภาอยู่ 25%
การอภิปรายเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญสองข้อสำคัญนี้ เริ่มเมื่อวันอังคารและจะสรุปในวันนี้ เป็นไปได้ว่าจะมีการลงมติรับหรือไม่รับการแก้ไขสองหัวข้อหลักในสัปดาห์นี้
และนี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะสามารถแก้ไขกติกาพื้นฐาน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ที่กำหนดจะมีขึ้นในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน
แต่ฟังน้ำเสียงจากฝั่งทหารพม่าแล้ว จะให้แก้ข้อกำหนดเรื่องเสียง 75% เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเกือบจะเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีการต่อรองหลังฉากระหว่างพรรครัฐบาลกับฝ่ายค้าน เรื่องแบ่งสรรอำนาจหลังการเลือกตั้งไว้ล่วงหน้า
แม้ว่า อองซานซูจี จะสามารถระดมรายชื่อชาวพม่ากว่า 5 ล้านคนจากทั่วประเทศเพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็จริง แต่ฝ่ายกองทัพยังยืนกรานจะต้องรักษาอำนาจในส่วนนี้ โดยอ้างความจำเป็นในระยะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ
ระยะหลังอองซานซูจีแสดงความเห็นในที่สาธารณะหลายครั้ง วิพากษ์วิจารณ์ว่าการ “ปฏิรูปทางการเมือง” ของพม่ากำลังชะงักงันเพราะทหารบางส่วนยังต้องการกุมอำนาจ
แน่นอนเธอไม่ได้มุ่งจะเผชิญหน้ากับทหาร หรือแม้กับประธานาธิบดีเต็งเส่ง ที่เธอบอกว่าในช่วงหลังเขาก็ดูเหมือนจะลดความจริงใจและจริงจังในการขับเคลื่อนประเทศชาติไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
พรรค NLD ของเธอชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 1990 หรือเมื่อ 25 ปีที่แล้วด้วยคะแนนถล่มทลายกว่า 80% แต่ทหารไม่ยอมให้พรรคของเธอขึ้นมาเป็นรัฐบาล ล้มกระดานและยึดอำนาจ อีกทั้งยังจับเธอกักบริเวณไม่น้อยกว่า 15 ปี
และในปี 2012 ที่เพิ่งผ่านมา พรรค NLD ก็ชนะเลือกตั้งซ่อมอีกรอบ ได้ 43 จากทั้งหมด 44 ที่นั่ง
เป็นการสะท้อนว่าเสียงชาวบ้านพม่ายังชื่นชมเธอและพรรคของเธอไม่น้อย และหากประชาชนมีสิทธิออกมาหย่อนบัตรเลือกตั้งอีกครั้ง ก็ไม่น่าสงสัยว่าพรรค NLD จะชนะอย่างเด็ดขาดอีกเช่นกัน
นี่กระมังคือสิ่งที่กองทัพพม่ากลัว จึงไม่ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
อองซานซูจี บอกกับลูกพรรคระหว่างการประชุมกรรมการบริหารเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า “เราต้องพยายามชนะเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด แต่แม้หากเราชนะ เราก็จะไม่รังแกใคร เราจะทำให้ศัตรูมาเป็นเพื่อนเราเพื่อให้เกิดการปรองดองในประเทศ”
มีข่าวบางกระแสบอกว่ากองทัพพยายามจะต่อรองกับอองซานซูจี เสนอให้เธอเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่คู่แข่งจากกองทัพของเธอคือ ฉ่วยมาน ซึ่งมีตำแหน่งปัจจุบันเป็นประธานรัฐสภา จะเป็นประธานาธิบดีหลังการเลือกตั้ง
ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้หาก อองซานซูจี ต้องการสร้างบรรยากาศความปรองดองในประเทศ แต่แน่นอนว่าเธอจะต้องรณรงค์ให้แก้รัฐธรรมนูญสองมาตรานี้อย่างเข้มข้นเสียก่อน ให้ประชาชนตัดสินชะตากรรมของเธอผ่านคูหาเลือกตั้ง แล้วเธอจึงกำหนดเส้นทางเดินก้าวต่อไป
โปรดติดตามตาไม่กะพริบจากนี้ไป






