เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยเรื่องเชฟคนดัง

ถ้าพูดถึง “เชฟ” ในหัวของพวกเราส่วนใหญ่คงเห็นภาพของชายในชุดสีขาวใส่หมวกทรงสูง ทำอาหารด้วยความคล่องแคล่ว มีทักษะการใช้มีดที่แม่นยำ
และการจัดจานที่งดงาม แต่หยุดภาพนั้นไว้ก่อนนะครับ ครั้งนี้ผมจะพามารู้จักอีกแง่มุมของเชฟ ที่อยู่นอกเหนืออาณาบริเวณห้องครัว ผ่านการพูดถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่ง นั่นคือ วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในปี 2557 ของ Nancy Lee เรื่อง “Celebrity chefs: class mobility, media, masculinity” ซึ่งคงแปลเป็นไทยได้ว่า “เชฟคนดัง: การเลื่อนชนชั้น สื่อ กับความเป็นชาย” จากภาควิชาเพศวิถีศึกษา มหาวิทยาลัยซิดนี่ย์
ความน่าสนใจของงานวิจัยชิ้นนี้คือ การที่เสนอว่า “เศรษฐกิจแบบเชฟ (chef economy)” กล่าวคือ การที่ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร (รวมถึงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการทำอาหาร) ได้ผูกโยงแบรนด์และชื่อของตนกับฐานะความโด่งดังของผู้ที่เป็นเชฟ และเชฟเองก็ใช้ความเป็นคนดังหรือคนพิเศษในการสร้างสถานะทางสังคมและรายได้ที่สูงขึ้นมา มันได้ผูกโยงกับ “วัฒนธรรมแบบเชฟคนดัง” อย่างขาดเสียไม่ได้
แนนซี่เสนอว่า วัฒนธรรมแบบเชฟคนดังเริ่มที่ “ห้องครัว” อันเป็นสถานที่ทำงานหลักของเชฟ อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะสำคัญของ “ห้องครัว” และ “งานครัว” คือเป็นปราการในการผลิตซ้ำรูปแบบทางวัฒนธรรมที่ชายเป็นใหญ่ (ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไม่น่าแปลกใจสำหรับงานด้านเพศวิถีศึกษา) ความเป็นชายได้ครอบงำอุตสาหกรรมนี้ เพราะว่างานครัวเป็นงานหนักและต้องการความทุ่มเทแรงกายที่สูง ทำให้คุณสมบัติความเป็นชายกลายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นความเกรี้ยวกราดของเชฟที่มีต่อลูกน้องในชั่วโมงเร่งด่วน (ขอให้นึกภาพของเชฟ Gordon Ramsay ในรายการ Hell’s Kitchen นะครับ) ซึ่งถือเป็นสิ่งปกติ
นอกจากนั้น เพื่อให้ผ่านการบริการที่มีความกดดันสูง และชั่วโมงการทำงานที่นานไปได้ มันจำเป็นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “ระบบกองพล (brigade system)” โดยทุกคนต้องทำงานตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดอย่างเป็นทีม
อย่างไรก็ตาม แนนซี่มองว่าระบบกองพลดังกล่าว ไม่พ้นวัฒนธรรมแบบชายเป็นใหญ่ เพราะมันมีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (การพูดคุย สังสรรค์นอกครัว) ในกลุ่มคนเพศเดียวกันเสียมากกว่า และภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้หญิงจึงได้ถูกเบียดขับออกไป หรือถ้าหากผู้หญิงจะประสบความสำเร็จได้ ก็ต้องลงแรงเพื่อให้เข้ากับสังคมแบบชายเป็นใหญ่ หรือเพื่อเอาชนะหรือต้านทานกระแสพลวัตรแห่งชายเป็นใหญ่ไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งต่างจากผู้ชายที่ตรงนี้ไม่ต้องคำนึงถึง เอาแค่เรื่องอาหารเป็นพอ
เชฟจะดังไม่ได้หากไม่ได้รับการยอมรับ องค์ประกอบที่ตามมาคือ เชฟต้องได้รับการยอมรับจากนักชิมหรือนักวิจารณ์อาหาร ซึ่งในออสเตรเลียก็มีระบบการให้คะแนนภัตตาคาร โดยสมาคมนักชิม เรียกว่าให้เป็น “หมวก” ถ้าได้หมวกเยอะแสดงว่ายิ่งแน่ โดยสามใบคือมากสุด (ส่วนบ้านเราก็คงเป็นพวกเชลล์ชวนชิม หรือหมึกแดง ก็คงจะไม่ผิดนัก)
นอกจากนั้น สื่อ (รวมถึง social media ด้วย) ยังเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้เชฟได้รับการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น การได้ออกสื่อทำให้งานฝีมือของเชฟถูกจัดวางสู่สาธารณะ และยิ่งถ้าหากเชฟเป็นคนที่บุคลิกภาพที่น่าดึงดูด ก็ยิ่งดันให้ดังมากขึ้นง่าย ยังไม่นับถึงช่องทาง social media ที่ถูกมองว่าเป็นการสร้างความใกล้ชิดขึ้นระหว่างเชฟกับผู้บริโภค โดยเชฟอาจอัปโหลดผลงานตัวเองไปสู่โซเชียลมีเดีย (ไม่ว่าจะเป็น instagram facebook twitter) และตอบสนองต่อข้อคิดเห็นของผู้ชม เป็นต้น
งานวิจัยยังได้เสนอประเด็นที่เชฟออกทีวี โดยมองผ่านมิติทางชนชั้นที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้แรงงานปริมณฑลต่างๆ โดยงานในครัวนั้น แน่นอนว่าผูกโยงกับการใช้พลังแรงงานแบบชนชั้นแรงงาน แต่การออกสื่อนั้น เป็นการต่อยอดใช้พลังแรงงานให้ก้าวล้ำออกไปนอกห้องครัว ผูกโยงถึงการแสดงอัตลักษณ์ ทักษะและบุคลิกภาพเฉพาะของเชฟ ซึ่งเป็นตัวกำหนดชื่อเสียงและความโด่งดังของเชฟและภัตตาคารต้นสังกัด (หรือเป็นเจ้าของเสียเอง) และเป็นการยกระดับสถานะทางชนชั้นของเชฟด้วย
เห็นได้ว่างานชิ้นนี้ไม่ได้มองชนชั้นเป็นเรื่องของขั้วตรงข้าม ที่แยกขาดตายตัวในแบบมาร์กซ์ แน่นอนว่าการบริโภคก็มีส่วนในการระบุตำแหน่งทางชนชั้นด้วย ผู้ที่สามารถเข้าถึงรูปแบบการบริโภค และรสนิยมที่หลากหลาย (ไม่ว่าจะเพื่อโอ้อวดหรือไม่) เพื่อสร้างสัญญะความต่าง (หรืออย่างน้อยก็คิดว่าต่าง) ก็จัดเป็นชนชั้นกลางได้เช่นกัน และตรงนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนสถานะทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของสังคมหนึ่งๆ ได้ด้วย เพราะในที่ๆ เศรษฐกิจดี ก็จะมีชนชั้นกลางจำนวนมากมีกำลังซื้อเข้าถึงรูปแบบการบริโภคที่หลากหลาย
จริงๆ ในบ้านเราก็ใช่ว่าจะไม่มีกระแสเชฟคนดังนะครับ ยกตัวอย่างเช่น รายการพลพรรคนักปรุง ที่มีดาราดังผันตนมาเป็นเชฟ หรือรายการเชฟมือทองที่เอาเชฟมีฝีมือระดับนานาชาติมาปรุงอาหารให้ชมกัน หรือล่าสุดคงไม่มีใครเกินหน้ารายการเชฟกระทะเหล็ก ที่นำสุดยอดเชฟมาประชันฝีมือกันภายใต้หัวข้อวัตถุดิบหลัก และเชิญดาราเหล่าคนดังมาร่วมชิมอาหารและตัดสิน (อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าเวอร์ชั่นญี่ปุ่นน่าดึงดูดกว่าไทยตรงที่มีความรวบรัดตรงประเด็นไปที่อาหารมากกว่า) ซึ่งรายการเหล่านี้ก็เป็นที่ให้เหล่าเชฟใช้พลังแรงงานนอกห้องครัว เพื่อสั่งสมชื่อเสียง และสร้างความใกล้ชิดกับผู้บริโภคด้วยอาหารที่ดึงดูด ให้เกิดความมีรสนิยมในการลิ้มรสอาหารที่เชฟคนนั้นรังสรรค์ขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ในบ้านเรายังไม่มีรายการที่นำเสนอการแข่งขันทำอาหารจากทางบ้านอย่างจริงจัง ไม่เหมือนกับต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ออสเตรเลียรายการ Masterchef โด่งดังมากๆ ซึ่งงานวิจัยของแนนซี่ก็ได้กล่าวถึงรายการนี้ไว้พอสมควรว่า เป็นที่ๆ มีการใช้พลังแรงงานนอกห้องครัวของเชฟ และแสดงความมีอำนาจเหนือกว่าของเชฟคนดัง (เมื่อเปรียบเทียบกับผู้เข้าแข่งขันที่ไม่ดัง) เพราะกรรมการหลักในรายการนั้น (ประกอบไปด้วยสองเชฟคนและหนึ่งนักชิม) มีหน้าที่ทั้งคอยฝึก คอยปลอบ คอยไกด์ และแน่นอนเป็นผู้ตัดสินชะตากรรมผู้เข้าแข่งขันจากทางบ้าน โดยการคัดชื่อออกจากรายการด้วย
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากรายการนี้คือ ผู้เข้าแข่งขันมาจากอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าหมอฟัน ข้าราชการ social worker คนงานก่อสร้าง วิศวะกร เกษตรกร ฯลฯ โดยการแข่งขันทำอาหารสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ความรู้พื้นฐานด้านอาหาร ซึ่งจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากผู้เข้าแข่งขันไม่มีพื้นเพการพัฒนารสนิยมผ่านการบริโภค และกำลังทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะเข้าถึงอาหารในระดับภัตตาคารของ “เชฟคนดัง” มาก่อนหน้า เพื่อไปสู่ความเข้าใจในรสชาติ ที่จะทำให้พวกเขาทำอาหารออกมาให้เหล่ากรรมการประทับใจ
อาจจะดูมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อย สำหรับบ้านเรา ถ้าหากมีรายการประเภทนี้ก็คงยากที่จะได้เห็นตัวแทนจากบางกลุ่มอาชีพได้เข้าแข่งขัน (เช่น เกษตรกรรายย่อย หรือ คนงานก่อสร้าง) ตราบที่เรายังหาทางหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลางไม่พ้น
----------------
นรชิต จิรสัทธรรม
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองมหาวิทยาลัยซิดนี่ย์




