ในโลกเศรษฐกิจการเงิน เงินทุนเคลื่อนย้ายเปรียบเสมือนสายน้ำ เพราะนอกจากจะหล่อลื่นให้สรรพสิ่งต่างๆ สามารถดำเนินได้ด้วยดีแล้วไซร้
ยังมีคุณสมบัติคล้ายกันคือเลื่อนไหลได้ง่าย แต่ที่แตกต่างกันคือ สายน้ำย่อมไหลจากที่สูงลงต่ำ แต่เงินทุนเคลื่อนย้ายจะไหลจากที่ๆ ให้ผลตอบแทนต่ำไปยังที่ๆ ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจการเงินโลกก็เช่นกัน นับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลกเมื่อปี 2008 เป็นต้นมา เราได้เห็นกระแสเงินทุนจากสหรัฐที่ปรับลดดอกเบี้ยจนเหลือ 0-0.25% พร้อมทั้งอัดฉีดสภาพคล่องผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ไหลบ่ามายังตลาดการเงินในประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ทำให้ผลตอบแทนของสินทรัพย์ในประเทศเหล่านั้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงที่ผ่านมา
ณ บัดนี้ เริ่มเห็นสัญญาณการไหลย้อนกลับอีกครั้งของกระแสเงินทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเดือนเมษายนปีนี้เป็นต้นมา เห็นได้จากค่าเงินสกุลเอเชียเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงชัดเจน 1-7% นับจากต้นปี ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 27-106 Basis Points นับจากต้นปี (ซึ่งบ่งชี้ถึงการถูกเทขาย) เช่นเดียวกับผลตอบแทนพันธบัตรในยุโรป ที่เด้งขึ้นแรงจนกลับไปอยู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะอัดฉีดเม็ดเงิน QE เดือนละ 6 หมื่นล้านยูโรแล้ว
คำถามคือ อะไรเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความผันผวนและการไหลย้อนกลับของเงินทุนในครั้งนี้ การไหลย้อนกลับครั้งนี้จะยาวนานหรือไม่ และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดเกิดใหม่และเอเชียในอนาคตจะเป็นเช่นไร ซึ่งแม้จะคาดเดาได้ยาก แต่ผู้เขียนขอทดลองตอบคำถามเหล่านั้น ดังนี้
ในส่วนของสาเหตุของกระแสเงินที่ไหลกลับจากตลาดเกิดใหม่นั้น อาจแบ่งได้เป็น 3 ปัจจัย ปัจจัยแรกได้แก่ ทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ดีขึ้นโดยเฉพาะภาคการจ้างงาน ประกอบกับค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาสู่ระดับเดียวกับก่อนวิกฤติ บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐตึงตัวมากขึ้นและอาจนำไปสู่ความเสี่ยงเงินเฟ้อในภายหลัง ทำให้ตลาดกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ
ปัจจัยที่สอง ได้แก่ทิศทางราคาน้ำมันที่เริ่มปรับเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากกลุ่ม OPEC ที่ยังคงอัตราการผลิตในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้ผลิตน้ำมันบางรายในสหรัฐไม่สามารถสู้ราคาได้ และยุติการผลิต ซึ่งราคาน้ำมันที่เริ่มเพิ่มขึ้นนี้ทำให้ผู้คนบางส่วนเริ่มกังวลถึงความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจนเป็นเหตุให้ธนาคารกลางต่างๆ (โดยเฉพาะ Fed) ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย
ปัจจัยสุดท้าย ได้แก่ความเสี่ยงของวิกฤติกรีซที่เริ่มรุนแรงขึ้น หลังจากที่การเจรจาตกลงในประเด็นมาตรการรัดเข็มขัดของกรีซกับเจ้าหนี้ไม่ลงตัว จนนำมาสู่ความเสี่ยงที่กรีซอาจต้องออกจากยูโรโซนและลุกลามไปสู่ประเทศอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลจนนำมาสู่การขายพันธบัตรของยุโรปและลามสู่ตลาดเกิดใหม่อื่นๆ
สังเกตได้ว่าทั้งสามปัจจัยเป็นปัจจัยชั่วคราวที่ส่งผลลบต่อจิตวิทยานักลงทุน ทำให้เกิดภาวะกลัวความเสี่ยง (Risk-off) ทั้งสิ้น โดยในสองปัจจัยแรก นำไปสู่การปรับขึ้นของดอกเบี้ยสหรัฐ ในขณะที่ปัจจัยที่สามก็ลดแรงจูงใจในการถือสินทรัพย์เสี่ยง
ภาพดังกล่าวนี้ บ่งชี้ถึงคำตอบของคำถามที่สองที่ว่า การไหลย้อนกลับครั้งนี้จะยาวนานหรือไม่ เพียงใด เนื่องจากสอดคล้องกับรายงานเงินทุนเคลื่อนย้ายสู่ตลาดเกิดใหม่ฉบับล่าสุดของสำนักวิจัย Institute of International Finance (IIF) ที่มองว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ได้นั้น ได้แก่ กระแสความกังวลในความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก (Global Risk Aversion) และแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ปัจจัยที่ส่งผลรองลงมาได้แก่ อัตราการเติบโตรวมถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่เอง
เมื่อเป็นเช่นนั้น IIF จึงมองว่า กระแสเงินไหลเข้าสุทธิในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จึงจะลดลงในปีนี้ที่ประมาณ 9.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่เคยไหลเข้าปกติประมาณ 1.1-1.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่กระแสเงินทุนไหลเข้าจะเพิ่มขึ้นในปีหน้ามาอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีสมมุติฐานสำคัญสามประการ กล่าวคือ
หนึ่งIIF มองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในช่วงแรก ตลาดจะยังคาดเดาไม่ได้ว่า Fed จะปรับขึ้นอย่างรวดเร็วหรือไม่ ทำให้ตลาดกังวลมากจึงเกิดกระแส Risk-off แต่เมื่อนักลงทุนได้เห็นว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างเชื่องช้า (เช่น 3 เดือนครั้ง) ทำให้เริ่มมั่นใจขึ้นและกลับมาลงทุนเพิ่มขึ้น
สองIIF มองว่าเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ในปีหน้า จะเริ่มมั่นคงและพลิกฟื้นขึ้น (อย่างค่อยเป็นค่อยไป) โดยเฉพาะในจีนและเอเชีย ซึ่งจะส่งผลให้เงินทุนไหลกลับเข้าสู่จีนและเอเชียมากขึ้น (โดยเฉพาะในจีน) หลังจากที่กระแสเงินทุนไหลออกจากจีนมีจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ ในไตรมาสที่หนึ่ง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากชาวจีนที่กังวลในทิศทางเศรษฐกิจนั้นผันเงินออกนอกประเทศ
และสาม IIF มองว่ามีความเป็นไปได้ที่ความเสี่ยงในประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับยูเครน รวมถึงวิกฤติหนี้สาธารณะในกรีซจะคลี่คลายลง ทั้งนี้ IIF มองว่า ประเด็นความเสี่ยงดังกล่าวนี้ แม้จะมีผลทำให้ตลาดตกต่ำ แต่ผลอาจรุนแรงน้อยกว่าการที่ตลาดแรงงานของสหรัฐตึงตัวอย่างรวดเร็ว จนทำให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น กระแสเงินทุนจะกระชากกลับไปยังสหรัฐ จนทำให้ตลาดการเงินผันผวนรุนแรงได้
กล่าวโดยสรุปคือ กระแสเงินทุนที่เคยไหลเข้าตลาดเกิดใหม่จะเริ่มลดลง (รวมถึงไหลย้อนกลับบ้าง) ในปีนี้ แต่น่าจะกลับมาไหลเข้ามากขึ้นในปีหน้าถ้า Fed ขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยตลาดที่จะได้รับผลกระทบได้แก่ตลาดพันธบัตรและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก
แต่ที่แน่นอนคือ นับต่อจากนี้ไป ความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนโลกจะมากขึ้น นักธุรกิจและนักลงทุนทั้งหลาย จงทำธุรกรรมด้วยความไม่ประมาทเถิด






