แม้จะผ่านไปนับเดือน ประเด็นทางการเมือง ว่าด้วยเรื่องการอยู่บริหารต่อหรือไม่ ของรัฐบาล
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยังมีการเสนอและถกเถียงกันไม่เลิก โดยเฉพาะจากคนที่อยู่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ประหนึ่งว่าทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศในขณะนี้ขึ้นกับอายุของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยนั้นยังวนเวียนกับการอยู่การไปของผู้นำการเมือง และมีการถกเถียงกันมากเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่มีเรื่องสำคัญอีกมากที่น่าจะถูกหยิบยกมากล่าวถึง
ข้อถกเถียงทางการเมืองที่วนเวียนกับเรื่องการจะอยู่จะไปของผู้นำ สะท้อนให้เห็นปัญหาสำคัญของประเทศประการหนึ่ง ก็คือเราให้ความสำคัญกับนโยบายหรือสิ่งที่รัฐบาลจะทำกันน้อยมาก หรือในบางกรณีแทบไม่มีความสำคัญเลย ทั้งๆที่การทำงานของรัฐบาลถือเป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปากท้องของประชาชนและการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป กล่าวคือ เราให้ความสำคัญกับการสืบทอดอำนาจทางการเมืองมากจนเกินไป และมากจนไม่เห็นความสำคัญของปัญหาประเทศ
นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล ประกาศนโยบายการปฏิรูปประเทศใหม่ในทุกด้าน ซึ่งก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปในครั้งนี้ แต่ก็ปรากฏว่าคนบางกลุ่มที่ถูกตั้งขึ้นมาให้ดำเนินการปฏิรูปหรือให้ความช่วยเหลือเป็นฟันเฟืองสำหรับการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ กลับมาวนเวียนกับเรื่องการสืบทอดอำนาจ ทั้งของตนเองและของคสช. ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักเมื่อสปช.จะหมดวาระลงจึงไม่เสียงบ่นว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย
ที่น่าเสียดายยิ่งกว่านั้น ในช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นจังหวะเหมาะอย่างยิ่งในการปฏิรูปประเทศ เพราะอย่างน้อยกลุ่มการเมืองที่เคยออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นก็ได้ยุติบทบาทการเมืองบนท้องถนนมานานนับปีแล้ว เหลือเพียงแต่การเคลื่อนไหวทางความคิดเท่านั้น อีกทั้งแกนนำหลายคนยังกล่าวสนับสนุนการปฏิรูปของรัฐบาลและคสช.อีกด้วย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าไม่มีช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมกับการปฏิรูปประเทศเท่ากับช่วงเวลานี้อีกแล้ว และโอกาสเช่นนี้อาจไม่มีเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง
ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมากว่าหนึ่งปีนั้น หากประเมินการปฏิรูปประเทศ แม้จะมีความคืบหน้าในหลายเรื่องและเป็นแนวทางที่ถูกทิศถูกทาง อาทิ ในเรื่องพลังงาน หรือ การยกเลิกประชานิยมหลายนโยบาย แต่ก็ปรากฏว่าในภาพรวมแล้ว การปฏิรูปยังเดินหน้าไปอย่างล่าช้า โดยเฉพาะในเรื่องของการเมืองที่มีความซับซ้อนมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งแทยที่เราจะเห็นทิศทางการปฏิรูปทางการเมือง สิ่งที่เราเห็นคือความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปฏิรูปทางการเมือง คำถามก็คือทำไมเป็นเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามโรดแมพของคสช.ที่ประกาศ ซึ่งแน่นอนว่าโรดแมพย่อมยืดหยุ่นได้เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็ไม่อาจยืดเวลาได้ยาวนานนัก ก็ถือว่านับจากนี้ไปยังมีเวลาหากเราต้องการปฏิรูปกันอย่างจริงจัง แต่หากเรายังมุ่งปฏิรูปแล้วทำให้คนรู้สึกว่าเป็นการปฏิรูปเพื่อจัดสรรอำนาจทางการเมือง ไม่ใช่การปฏิรูปการเมืองของประเทศ เวลาที่เหลือก็แทบไม่มีความหมายใดๆ เพราะเราก็ยังวนเวียนถกเถียงในประเด็นการสืบทอดอำนาจของคนโน้นคนนี้ โดยตัดสาระที่แท้จริงของการปฏิรูป
เราเห็นว่าสาระที่สำคัญของการปฏิรูป จะเป็นตัวชี้วัดความสำคัญของการปฏิรูป ของคสช.ได้เป็นอย่างดี หาใช่เรื่องการอยู่ของพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในขณะนี้ควรหันมาพูดเรื่องการปฏิรูปอย่างจริงจังกันเสียที เพื่อให้สังคมได้รับรู้และเข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้น หากสังคมไม่ได้รับรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปที่แท้จริงแล้ว เราอาจเสียโอกาสอีกครั้งเหมือนที่ผ่านมา นั่นคือ คนไทยไม่เคยใช้วิกฤติจากการเมืองให้เป็นโอกาสสำหรับการปฏิรูปหรือปรับปรุงประเทศให้ดีขึ้น เรายังทำ“เสียของ”กันเหมือนเดิม






