วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โอกาสเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำลง

ประมาณการเศรษฐกิจใหม่ในปี 2558 ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

 เป็นการปรับลดอัตราการขยายตัวที่ลดลง จากความเสี่ยงในโอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำ มีมากกว่าโอกาสที่จะขยายตัวสูง เนื่องจากเศรษฐกิจจีนและเอเชียที่อาจชะลอตัวกว่าคาด แม้ว่าภาครัฐสามารถใช้จ่ายในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลดำเนินการได้เร็วกว่าคาดก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีการปรับลดประมาณการแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานทั้งในปี 2558 และปี 2559 ลงมาอีก ตามทิศทางเศรษฐกิจที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็อาจลดลงต่ำ จากเหตุที่คาดว่าอุปทานอาจปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคยประเมินเอไว้ ถ้าหากอิหร่านสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันได้อีกครั้ง หรือแม้แต่ผู้ผลิต Shale Oil ทำการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น การด่าเนินนโยบายการเงินจึงสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เผชิญกับความเสี่ยงด้านลบมากขึ้น สวนทางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดต่ำลง

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเมื่อวันที่ 11 มี.ค. และวันที่ 29 เม.ย. จะช่วยเพิ่มแรงสนับสนุนอย่างทันท่วงทีให้กับเศรษฐกิจ ช่วยให้ต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนลดลง ช่วยให้อัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวในทิศทางที่เอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และช่วยดูแลการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในภาวะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นเวลานาน เพื่อลดทอนความเสี่ยงของการเกิดภาวะเงินฝืด ถึงแม้ว่าเสียงของกรรมการกนง.ส่วนน้อย เห็นว่าควรสงวนขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินไว้ เพื่อรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า และควรรอประเมินผลการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้การประชุมในวันที่ 10 มิ.ย. กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5%ต่อปี หลังจากที่ภาวะการเงินผ่อนคลายที่มีมากขึ้น ประกอบกับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทได้ปรับตัวในทิศทางที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น

โดยกนง.ย้ำว่าจะติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจการเงินของไทยอย่างใกล้ชิด และพร้อมจะใช้นโยบายการเงินอย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนคลายเพียงพอต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งติดตามความไม่สมดุลทางการเงินที่อาจก่อตัวขึ้นในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศนั้น ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธาน กนง.ยอมรับว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปัจจุบันกำลังเจอกระแสลมมาปะทะด้านหน้า (Headwind) ถึง 2 กระแส โดยกระเสหนึ่งกดดันให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความผ่อนคลายมากขึ้น มีโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงได้ เหตุจากการที่เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่ชัดเจนกระทบต่อการส่งออกและการชะลอตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ กับความท้าทายอีกกระแสหนึ่งคือ มีแนวโน้มที่ธนาคารกลางสพรัฐ (เฟด) อาจจะทำการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งก็จะส่งผลให้เราไม่สามารถปรับดอกเบี้ยลงได้อีก

ทั้งนี้ กนง.ได้ประเมินภาพเศรษฐกิจไทยล่าสุดขยายตัว ในทิศทางที่ชะลอตัวลงจากระดับ 3.8% มาอยู่ที่ 3.0%ในปีนี้ โดยที่เงินเฟ้อทั่วไปจะมีอัตราที่ติดลบ 0.5% จากที่เคยคาดไว้เดิมที่ 0.2% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นที่ 1% อ่อนตัวลงจากเดิมที่คาดไว้ 1.2% แต่หากมองไปข้างหน้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจคู่ค้าหลักที่มีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้แนวโน้มส่งออกสินค้าปรับดีขึ้น และเมื่อผสมผสานกับการใช้จ่ายภาครัฐโดยเฉพาะการลงทุนที่มีความต่อเนื่อง จะส่งผลดีต่อรายได้ของครัวเรือนและสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ขยายตัวสูงกว่าปีนี้ โดยปีหน้าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 4.1% จากที่คาดไว้ 3.9% ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปพลิกกลับมาบวก 1.6% จากเดิมที่ 2.2% และเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัวที่ 1% จากคาดไว้เดิมที่ 1.2% อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของวิกฤติหนี้ที่อาจผิดนัดชำระหนี้และต้องออกจากกลุ่มยูโรโซน การปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นของเฟด และการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ล้วนส่งผลต่อทิศทางของเศรษฐกิจไทยนับจากนี้ไป