เมื่อวันที่ 5-6 พ.ค.ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปพูดให้นักสิทธิมนุษยชนมองโกเลียฟังในงานประชุมใหญ่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มองโกเลีย
และได้มีโอกาสได้พบปะพูดคุยในเรื่องราวต่างๆ มากมาย นอกเหนือจากเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังได้ความรู้เกี่ยวกับการเมืองการปกครองของมองโกเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับเรื่องของการปกครองท้องถิ่นซึ่งอยู่ในความสนใจเป็นพิเศษของผมอยู่แล้ว ทำให้ทราบว่าแม้ว่ามองโกเลียจะมีประชาธิปไตยหลังไทยเราตั้งนาน แต่มีวิวัฒนาการไปไกลกว่าเรามาก
มองโกเลียเป็นดินแดนที่ห่างไกลจากความรู้จักของคนไทยมาก มีคนไทยน้อยคนที่ได้เดินทางไปเยือนร้านอาหารไทยเราที่มีชื่อเสียงแพร่หลายไปทั่วโลก แต่ที่อูลานบาตอร์ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ถึงล้านกว่าคนกลับไม่มีใครรู้จักร้านอาหารไทย สอบถามแล้วได้คำตอบเพียงว่า มีเพียงร้านเดียวหรือสองร้านเท่านั้น แต่ที่น่าสนใจคือมีโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ไปเปิดสาขาที่นั่นด้วย ถามคนมองโกเลียแล้วได้รับคำตอบว่า ถึงแม้จะแพงกว่าโรงพยาบาลในพื้นที่ แต่ก็ยังถูกกว่าที่ต้องเดินทางไปรักษายังต่างประเทศ
มองโกเลียเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว่า 1.5 ล้านตารางกิโลเมตร (สามเท่าของประเทศไทย) เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากคาซัคสถาน มีความสูงจากน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 1,500 เมตร มีทะเลทรายโกบีซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองรองจากทะเลทรายสะฮารา มีอุณหภูมิตั้งแต่หนาวจัด -60 เซลเซียส ถึง +45 เซลเซียส มีประชากรที่สำรวจเมื่อปี 2006 (2549) คือ 2.5 ล้านคน กว่าครึ่งหนึ่งมีอายุต่ำกว่า 35 ปี อายุขัยโดยเฉลี่ย 66 ปี มีรายได้โดยเฉลี่ยต่อหัว 800 เหรียญสหรัฐอเมริกา ประชากรส่วนใหญ่กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยานแบบทิเบต ที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่หลังจากที่ถูกบังคับไม่ให้นับถือศาสนาใดๆ ในช่วงที่ถูกปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์เป็นระยะเวลาเกือบ 60 ปี
มองโกเลียมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับตั้งแต่ยุคบรรพกาล ถ้านึกถึงซากของไดโนเสาร์ที่มีจำนวนมหาศาลแล้วละก็ต้องนึกถึงทะลทรายโกบี (Mongolian Gobi) ของมองโกเลียกับหุบเขาคาลิฟอร์เนีย(California Valley) ของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่เมื่อนึกถึงอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติที่เคยมีมา เราปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคของเจงกิสข่าน (Chinggis Khaan) ของมองโกลในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะครอบครองเนื้อที่ไปถึงยุโรปและเอเชียเกือบทั้งทวีป
ทุกอย่างมีขึ้นมีลง จากที่เคยเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มองโกเลียยุคหลังกลับต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลและการแย่งชิงเพื่อครอบครองจากมหาอำนาจยุคใหม่ คือรัสเซียกับจีน จนต้องมีการประชุมไตรภาคี (Tripartite Conference) ในปี 1916 (2459) ที่ Hiagt สมัยประธานาธิบดี Yuan Shikai ของจีนเพื่อตกลงสถานะของมองโกเลีย จนในปี 1924 (2467) เมื่อ Bogd Khan สิ้นชีพลง มองโกเลียก็มีรัฐธรรมนูญฉบับแรก สถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาชนมองโกเลีย (Mongolian People's Republic) เข้าสู่ยุคของการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต และ Comintern (International Communist Organization) มีการจับกุมเศรษฐีและชนชั้นกลางกันอย่างขนานใหญ่ในปี 1930 (2473)
จวบจนปี 1989 (2532) คอมมิวนิสต์ได้ล่มสลายลง ประชาชนชาวมองโกเลียได้เดินขบวนขนานใหญ่เพื่อเรียกร้องเสรีภาพ และในปี 1990 (2533) ก็ได้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีขึ้นเป็นครั้งแรก จากนั้นเป็นต้นมา มองโกเลียก็เข้าสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย และระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาด ต่อมาในปี 1991 (2534) รัฐสภาของมองโกเลียซึ่งมีสภาเดียวโดยไม่มีวุฒิสภาที่เรียกว่า The State Great Hural (ปัจจุบันมีสมาชิก 76 คน) ได้ออกกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้กลับมาสู่กรรมสิทธิ์ของเอกชน หลังจากที่เอกชนไม่สามารถมีกรรมสิทธ์ในทรัพย์สินได้ในยุคคอมมิวนิสต์
มองโกเลียปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข (head of State) ปัจจุบันคือ นาย Tsakhia Elbegdori มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารหรือหัวหน้ารัฐบาล(Head of Government) ปัจจุบัน คือ นาย Chimedin Saikhanbileg มองโกเลียแบ่งการปกครองออกเป็น 21 จังหวัด (Aimags) มีผู้บริหารนับตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดจนถึงผู้ใหญ่บ้าน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนโดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี เช่นเดียวกันกับสมาชิกรัฐสภาและรัฐบาล ที่สำคัญคือประชาชนสามารถถอดถอนได้
เมื่อมอง "มองโกเลีย" แล้วหันมามอง "ไทย" เรา จะเห็นได้ว่ามองโกเลียนั้นเคยถูกปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์และเพิ่งมีประชาธิปไตยมาเพียงยี่สิบกว่าปี เมื่อเทียบกับไทยเราที่มีมาตั้ง 85 ปีแล้ว แต่ประชาธิปไตยของมองโกเลียกลับเจริญงอกงาม และมีพัฒนาการรุดหน้าไปกว่าเรามากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการปกครองท้องถิ่น ที่มีการเลือกตั้งผู้บริหารในทุกระดับ ที่สำคัญคือไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารแต่อย่างใด แต่ของไทยเราเต็มไปด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร และยังถกเถียงกันไม่จบว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะเอาแบบไหนอย่างไร มิหนำซ้ำยังมีการโยนหินถามทางถึงช่องทางในการทำประชามติเพื่อให้หัวหน้าคณะรัฐประหารอยู่ต่อเสียอีก
มองเขา มองเรา มองนานาอารยประเทศแล้วเศร้าใจ ไม่รู้ว่าประเทศไทยเรามีเวรมีกรรมอะไรกันนักหนาจึงต้องวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ไม่รู้จักจบจักสิ้น ต่างฝ่ายต่างก็โทษกันไปโทษกันมา
อย่างไรก็ตาม กงล้อประวัติศาสตร์การเมืองของโลกล้วนแล้วแต่หมุนไปสู่ประชาธิปไตย แม้ว่าในบางครั้งอาจจะหยุดชะงักหรือถูกทำให้ถอยหลังไปบ้างก็ตาม แต่ไม่ว่าเผด็จการทหาร เผด็จการรัฐสภา เผด็จการคอมมิวนิสต์ เผด็จการทุนนิยม ฯลฯ ต้องพ่ายแพ้ต่ออำนาจของประชาชนทั้งสิ้น อยู่ที่จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง






