คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
และหัวหน้าคสช. กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงที่สามของโรดแมพเพื่อการปฏิรูปประเทศ แต่การปฏิรูปประเทศตามแผนที่วางไว้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากจะวางแผนเพื่อปรับโครงสร้างในหลายด้านเพื่อการปฏิรูปประเทศนั้น รัฐบาลยังต้องเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าในหลายด้าน ทำให้นโยบายการปฏิรูปประเทศ ตามที่ประกาศไว้ยังไม่ปรากฏให้เห็นชัดเจนนักว่าจะทำอย่างไร แต่เราก็เห็นแนวนโยบายที่ชัดเจนถึงสิ่งที่รัฐบาลพยายามจะผลักดัน
ดังที่ทราบกันตั้งแต่ต้นว่าการปฏิรูปประเทศนั้นไม่ถือว่าเป็นงานที่ง่ายนัก เมื่อเทียบกับปัญหาที่หมักหมมมานานในสังคมไทย และเป็นที่รู้กันอยู่ว่าการปฏิรูปเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถทำได้ในเรื่องสำคัญๆที่เคยเป็นปัญหาใหญ่มาก่อนภายในระยะเวลาที่ถูกกำหนดไว้ตามโรดแมพของคสช. ซึ่งด้วยเหตุผลนี้เองจึงมีประเด็นถกเถียงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ควรบริหารประเทศต่อไปเพื่อเดินหน้าปฏิรูปหรือเร่งให้มีการเลือกตั้งตามโรดแมพที่วางไว้ ซึ่งหากดูกระบวนการต่างๆก็ถือว่าล่าช้ากว่าความตั้งใจเดิม
การสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์อยู่บริหารประเทศต่ออีกราว 2 ปี โดยอ้างเหตุผลว่าต้องการให้กระบวนการปฏิรูปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อีกทั้งมีการสำรวจว่าประชาชนสนับสนุนให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงและเสนอเป็นทางออกสำหรับการแก้ปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ ซึ่งการอ้างเหตุผลในลักษณะนี้ มีความเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตในการเมืองไทย กล่าวคือ ผู้นำการเมืองไทย ไม่ว่าจะมาจากการรัฐประหารหรือมาจากการเลือกตั้ง มักจะมีการหยิบยกเหตุผลถึงความจำเป็นในลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น
ดังนั้น เราจำเป็นต้องพิจารณาแยกประเด็นให้มีความชัดเจน จากนั้นต้องให้น้ำหนักว่าอะไรที่มีความสำคัญมากกว่า จากนั้นจึงใช้ประเด็นที่เราคิดว่ามีความสำคัญในการพิจารณาประเด็นรองลงไป ซึ่งขณะนี้มีประเด็นทับซ้อนกันคือการปฏิรูปกับการอยู่ต่อของพล.อ.ประยุทธ์ หากเราเห็นว่าการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องใหญ่กว่าการดำรงตำแหน่งของผู้นำการเมือง เราก็จำเป็นต้องรีบทำการปฏิรูป หรืออย่างน้อยมีความชัดเจนว่าเราจะปฏิรูปอะไร เมื่อไร เพราะขณะนี้เราเห็นแต่นโยบายด้านโน้นด้านนี้ แต่ยังไม่เห็นชัดนักว่าจะปฏิรูปได้สำเร็จหรือไม่
การสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งผู้นำการเมืองในสังคมไทย สะท้อนให้เห็นว่าถึงที่สุดแล้ว กลุ่มผู้นำทางการเมือง ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหาร มุ่งสนใจในประเด็นการบริหารอำนาจการเมืองเป็นอันดับแรก ดังนั้น ประเด็นเรื่องที่ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ต่อหรือไม่นั้นจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่มาก่อนประเด็นอื่น ซึ่งทำให้การเมืองไทยแม้จะเข้าสู่ช่วงแห่งการปฏิรูป แต่วิธีคิดของคนที่มีอำนาจการเมืองในขณะนี้ก็ไม่มีความแตกต่างไปจากการเมืองในอดีตที่สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยมานั่นเอง นั่นคือมุ่งการักษาอำนาจของตัวเองเป็นสำคัญ
เราเห็นว่าขณะนี้ควรเลิกให้ความสำคัญ กับประเด็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ยาวนานแค่ไหนกันได้แล้ว แต่ควรมุ่งไปที่ประเด็นการปฏิรูปให้มีความชัดเจนว่าจะทำอะไรในช่วงต่อไป ซึ่งเราเชื่อว่าหากมีความชัดเจนถึงแนวทางการปฏิรูปที่จะเดินหน้าต่อไป นอกจากการพูดถึงแนวนโยบาย เพราะเราได้ยินกันมานานแล้วถึงสิ่งที่รัฐบาลและคสช.จะทำ ซึ่งเราเชื่อว่าหากประชาชนเข้าใจถึงการปฏิรูปแล้ว ก็จะเป็นผู้ตัดสินเองว่าสิ่งที่เรากำลังจะปฏิรูปนั้นจะเดินหน้าอย่างไร จากนั้นจึงมาถกเถียงว่าพล.อ.ประยุทธ์ มีเหตุผลหรือไม่ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป






