คอลัมน์นี้พูดถึงระบบตลาดเสรีเป็นประจำและพูดถึงทฤษฎีทางเท้าเป็นครั้งคราว โดยพูดถึงครั้งแรกในบทความประจำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553
(บทความนี้ดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com
เนื่องจากในระบบตลาดเสรีเอกชนมีอิสระที่จะเลือกบริโภคสินค้าและบริการ เอกชนจึงมีอำนาจชี้ขาดว่า สินค้าและบริการพร้อมกับกิจการอะไรจะอยู่ได้หรือไม่และอย่างไร ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ที่ต่อต้านกิจการร้านสะดวกซื้อบางรายรณรงค์ให้ผู้บริโภคคว่ำบาตรร้านเหล่านั้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา การรณรงค์เช่นนั้นมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หากเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในต่างประเทศด้วย การรณรงค์ไม่ละเมิดกฎเกณฑ์ของระบบตลาดเสรีหากใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ครบถ้วนและถูกต้อง ไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้บริโภคทั่วไป พร้อมกับไม่มุ่งร้ายและหวังทำลายกิจการของร้านดังกล่าวโดยเฉพาะจากคู่แข่ง
ทฤษฎีทางเท้ามีต้นตอมาจากข้อสังเกตที่สรุปว่า ในประเทศกำลังพัฒนา ทางเท้ามีปัญหามากกว่าในประเทศที่พัฒนาจนก้าวหน้ามากแล้ว ปัญหามาจากหลายปัจจัย ในเบื้องแรก คุณภาพในการก่อสร้างต่างกันมาก ทั้งที่วิธีสร้างทางเท้ามิได้สลับซับซ้อนจนเกินความสามารถของประเทศใด ทางเท้าในประเทศกำลังพัฒนาจึงทรุดและหักพังอย่างรวดเร็ว ทางด้านการดูแลให้อยู่ในสภาพดีก็ต่างกันมาก หากผู้ใช้ในประเทศกำลังพัฒนาไม่ระวังแบบจดจ้องทุกอย่างก้าว อาจเดินชนสิ่งขีดขวาง สะดุดส่วนที่หักพัง หรือตกหลุมจนร่างกายได้รับอันตรายร้ายแรงได้ นอกจากนั้น การละเมิดสิทธิ์ของผู้ใช้ทางเท้าโดยทั่วไปในประเทศกำลังพัฒนา ยังเกิดขึ้นสูงกว่าในประเทศที่ก้าวหน้ามากแล้วอีกด้วย
ความแตกต่างระหว่างทางเท้ามักเกิดจากปัจจัยพื้นฐานสองด้าน นั่นคือ ความฉ้อฉลของบุคคลที่เกี่ยวข้องและความมักง่ายทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ความฉ้อฉลในเมืองไทยคงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าสูงมาก โดยเฉพาะในงานที่มีการก่อสร้างเกี่ยวข้องด้วย ความฉ้อฉลมักเริ่มต้นตั้งแต่การวางแผนและออกแบบ การตั้งงบประมาณ ไปจนถึงการประมูล การก่อสร้าง การตรวจรับงาน การดูแลและการปล่อยให้เอกชนละเมิดกฎเกณฑ์ ส่วนความมักง่ายเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ภาครัฐอาจสร้างสิ่งกีดขวางขึ้นบนทางเท้าเสียเอง ใส่ใจในการดูแลต่ำ และปล่อยให้เอกชนละเมิดสิทธิ์ของผู้ใช้อย่างกว้างขวาง ส่วนภาคเอกชนก็มักกีดขวางทางเท้าด้วยวิธีต่างๆ จากการวางของขาย การจอดรถยนต์และมอเตอร์ไซต์ ไปจนถึงการตั้งร้านค้า การปรับเปลี่ยนระดับสำหรับขับรถยนต์เข้าร้านและการยึดส่วนหนึ่งเป็นของตนเองแบบถาวร
การแก้ปัญหาต้องมาจากหลายฝ่ายและต้องใช้การขับเคลื่อนแบบจริงจังอย่างต่อเนื่อง จากมุมมองของระบบตลาดเสรีซึ่งผู้บริโภคมีอำนาจชี้ขาด บทบาทสำคัญอยู่ที่ผู้บริโภค บทบาทอาจแสดงออกมาโดยผ่านทั้งการรณรงค์เป็นครั้งคราว และการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิเช่น หากสงสัยว่าการก่อสร้าง หรือการดูแลทางเท้าบางแห่งแฝงความฉ้อฉลไว้ ผู้บริโภคอาจรวมตัวกันรณรงค์ให้หน่วยงานด้านควบคุมความฉ้อฉลเร่งตรวจตรา ในขณะเดียวกัน การดำเนินชีวิตประจำวันต้องงดให้ความเคารพนับถือแก่ผู้ที่มีพฤติกรรมฉ้อฉลไม่ว่าเป็นบุคคลในภาคใด
ส่วนเรื่องการยึดทางเท้าไปใช้ในการทำกิจการต่าง ๆ ดังที่ปรากฏอยู่ทั่วไป ผู้บริโภคอาจรวมตัวกันรณรงค์ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงตรงพื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ อย่างไรก็ดี ผลของการรณรงค์จะจำกัดอยู่แค่พื้นที่เป้าหมายเท่านั้น ถ้าจะแก้ปัญหาแบบถาวร ผู้บริโภคโดยทั่วไปต้องไม่สนับสนุนผู้ละเมิดทางเท้าเช่นเดียวกับเรื่องการไม่เข้าร้านสะดวกซื้อ เพราะแน่ใจว่าผู้ประกอบการไร้จรรยาบรรณของการทำธุรกิจ เนื่องจากกิจการที่กีดขวางทางเท้าอยู่ได้เพราะความมักง่ายของผู้บริโภค ฉะนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาด้วยการลงโทษผู้ขาย จะต้องมีกฎหมายลงโทษผู้ซื้ออย่างหนักด้วย






