วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหามนุษย์เรือโรฮินจา: จาก Burma และ Bangladesh สู่ Bangkok

ในที่สุดปัญหามนุษย์เรือโรฮิงญาก็บานปลายกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศเต็มตัวและกลายเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์ยุคใหม่

ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะยังคงหลงเหลืออยู่ตอกย้ำให้เห็นว่า นอกจากจะเป็นหนึ่งใน


กลุ่มคนที่ถูกกดขี่กีดกันมากที่สุดในโลก (the most persecuted people) ตามบทสรุปของสหประชาชาติแล้ว ชาวโรฮิงญาก็คือกลุ่มคนที่ไม่มีใครต้องการมากที่สุดในโลก (the most unwanted people) เช่นกัน


วิกฤติในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นปัญหาที่กระทบต่อประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรงโดยเฉพาะประเทศไทย มาเลเซียและอินโดนีเซียแล้ว ยังกลายเป็นปัญหาที่ท้าทายอาเซียน ณ ช่วงเวลาที่กำลังย่างเข้าสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจหนึ่งเดียวหรือเออีซีในสิ้นปีนี้


ทั้งสามประเทศซึ่งอาจเรียกว่า “กลุ่มประเทศทิม” (TIM - Thailand, Indonesia and Malaysia) ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคลื่นมนุษย์เรือโรฮิงญาในครั้งนี้ เลือกที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับผู้อพยพเหล่านี้เสมือนว่าเป็น “เผือกร้อน” ที่ไม่มีใครอยากถือครองไว้ และต่างฝ่ายต่างโยนไปโยนมาจนถึงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายๆ ฝ่าย


จนกระทั่ง ฟิลิปปินส์สร้างเซอร์ไพรส์กลายเป็นประเทศแรกสุดในภูมิภาคที่ประกาศยินดีเปิดบ้านเปิดเกาะต้อนรับผู้อพยพเหล่านี้จำนวน 3 พันคน ทั้งๆ ที่ฟิลิปปินส์ก็มีปัญหาประชากรแออัดล้นประเทศ (ร่วมร้อยล้านคน) และยากจนมากพอแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ชาวฟิลิปปินส์มากกว่า 12 ล้านคนก็อาศัยทำงานอยู่ในต่างประเทศเพราะไม่มีงานทำในประเทศ


แล้วทำไม ฟิลิปปินส์จึงอาสาเป็น “พ่อพระ” ในวิกฤติมนุษย์เรือครั้งนี้?


ในด้านหนึ่ง ฟิลิปปินส์เคยมีประสบการณ์เป็นแหล่งรองรับบรรดาผู้อพยพหลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่ชาวยิวที่หนีภัยนาซีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่หนีภัยสงครามการเมืองภายหลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดครองประเทศในปี 1949 และชาวเวียดนามที่หนีภัยสงครามเวียดนามในช่วงทศวรรษที่ 1970


แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฟิลิปปินส์มีภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ห่างไกลออกไปอีกมากและไม่ใช่เป้าหมายของผู้อพยพเรียกได้ว่า ฟิลิปปินส์แทบจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติครั้งนี้เลยก็ว่าได้ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งสาม แม้กระทั่งหากจะวางท่าทีเฉยเมย เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็คงจะไม่มีใครตำหนิติเตียนตรงๆ ได้


ยิ่งกว่านั้น ดูเหมือนว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้กำหนดเงื่อนไขว่าจะต้อนรับเฉพาะผู้อพยพที่มีหลักฐานเอกสารพิสูจน์ตัวตนว่าเป็นชาวโรฮิงญาที่หนีภัย (การเมือง) มาจากพม่าจริงๆ ไม่ใช่อพยพมาจากบังกลาเทศ (เพราะเหตุผลความยากจน) ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากในทางปฏิบัติสำหรับผู้อพยพเหล่านี้ เพราะชาวโรฮิงญา ณ พ.ศ.นี้ ไม่ใช่ผู้อพยพที่หนีภัยการเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนชาวยิว ชาวจีนและชาวเวียดนามในอดีต


บางที อาจจะมีมนุษย์เรือโรฮิงญาเข้าข่ายตามเงื่อนไขนี้หรือเต็มใจไปฟิลิปปินส์น้อยผิดคาดก็เป็นได้


ในเปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้นั้น นอกเหนือจากเครดิตที่ได้รับคำชื่นชมแบบเต็มๆ จากนานาประเทศแล้ว รัฐบาลมะนิลาอาจจะได้คำนวณผลทางการเมืองและวาดหวังว่า การประกาศท่าทีช่วยเหลือชาวโรฮิงญาดังกล่าว จะส่งผลทางจิตวิทยาต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในหมู่เกาะมินดาเนาซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมและได้ทำสงครามสู้รบกับกองทัพเพื่อแยกตัวออกเป็นอิสระมานานร่วมทศวรรษ


อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอะไรจะเป็นแรงจูงใจที่แท้จริงสำหรับฟิลิปปินส์ในครั้งนี้แต่จุดสำคัญที่สุดก็คือ การประกาศท่าที “พ่อพระ” ของฟิลิปปินส์ดังกล่าวส่งผลทางจิตวิทยาให้เกิดแรงกระเพื่อมในทันที กลายเป็นจุดเริ่มต้นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มขยับและเปลี่ยนแปลงท่าทีตามไปด้วยในทันที


ด้านหนึ่ง อาจจะมองและเป็นไปได้ว่า ด้วยแรงกดดันและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาประเทศ จนมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงทำให้ทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียจำใจต้องกลับลำเปลี่ยนนโยบาย ด้วยการเปิดประตูยอมให้มนุษย์เรือโรฮิงญาขึ้นฝั่งและให้ที่พักพิงชั่วคราวรวมกันสองประเทศไม่เกิน 7 พันคน ทั้งนี้ ภายในเงื่อนไขว่า จะไม่รับเพิ่มเกินจำนวนนี้และประชาคมโลกจะต้องให้คำมั่นสัญญาและร่วมช่วยกันหาแห่งพักพิงใหม่ให้ผู้อพยพกลุ่มนี้ภายในระยะเวลาหนึ่งปี


แต่ในอีกด้านหนึ่งที่มีโอกาสความเป็นไปได้ว่า ปัจจัยด้านวัฒนธรรมและศาสนาอาจจะมีส่วนสำคัญไม่น้อยที่ก่อให้เกิด “จุดเปลี่ยน” จนถึงขั้นทำให้ทั้งรัฐบาลมาเลเซียและอินโดนีเซียต้องกลับลำเชื่อกันว่า คำประกาศของ รัฐบาลฟิลิปปินส์ว่า ในฐานะเป็นประเทศแคธอลิคเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงถือเป็นหน้าที่หรือภารกิจแห่งมนุษยชาติที่จะต้องให้ความช่วยเหลือต่อเหล่าบรรดาผู้เดือดร้อนนั่นคือชาวโรฮิงญาน่าจะส่งผลทางจิตวิทยาไม่น้อยต่อทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียในฐานะสองประเทศมุสลิมที่สำคัญที่สุดในอาเซียน ซึ่งตามหลักศาสนาถือว่า ชาวมุสลิมทั่วโลกล้วนเกี่ยวดองเป็นพี่น้องโดยไม่แยกเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์


ดังนั้น ภายหลังที่มาเลเซียและอินโดนีเซียมีท่าทีกลับลำต่อปัญหามนุษย์เรือโรฮิงญาแล้ว ก็ส่งผลทำให้ประเทศมุสลิมอื่นๆ อย่างแซมเบียและตุรกีประกาศยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องชาวโรฮิงญาโดยทันที และเชื่อว่าน่าจะจุดประกายให้กลุ่มประเทศมุสลิมอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาหรับเข้ามาร่วมด้วยในลักษณะใดลักษณะหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ เหมือนเช่นที่ซาอุดีอาระเบียได้ให้ที่พักพิงและสิทธิพิเศษในการจ้างงานแก่โรฮิงญากว่า 4 แสนคนที่อาศัยอยู่ในประเทศเทียบเท่ากับชาวปาเลสไตน์ที่หนีภัยการเมืองมา


นอกเหนือจากมาเลเซียและอินโดนีเซียแล้ว บทบาทและท่าทีของพม่าในฐานะเป็นหนึ่งในประเทศ “ต้นทาง” ของปัญหาวิกฤตครั้งนี้ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน


ท่าทีของรัฐบาลพม่าชัดเจนแจ่มแจ้งโดยไม่ต้องตีความใดๆ ตั้งแต่แรก นั่นคือปฏิเสธไม่เคยยอมรับว่า โรฮิงญาเป็นปัญหาของพม่าหรือเป็นพลเมืองของพม่า ดังนั้น คำว่า “โรฮิงญา” จึงไม่ (เคย) ปรากฏในภาษาทางราชการของพม่าเลย


รัฐบาลพม่าถือว่าชาวโรฮิงญาเหล่านี้คือชาวเบงกาลีที่อพยพมาจากบังกลาเทศ (อย่างผิดกฎหมาย) ปัญหาของมนุษย์เรือโรฮิงญาจึงมีต้นกำเนิดมาจากบังกลาเทศไม่ใช่พม่า ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่ความรับผิดชอบใดๆ ของรัฐบาลพม่าต่อวิกฤติครั้งนี้เลย


อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนท่าทีของมาเลเซียและอินโดนีเซียมีส่วนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลพม่าปรับ เปลี่ยนตามไปด้วย และเมื่อรัฐบาลพม่าได้รับเชิญอย่างเป็นทางการให้เข้าร่วมประชุมนานาชาติที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในวันที่ 29 พฤษภาคม ศกนี้ โดยหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “โรฮิงญา” ในหนังสือเชิญตามข้อเรียกร้องของพม่า จึงทำให้รัฐบาลพม่าตอบรับเข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางแก้ไขวิกฤติมนุษย์เรือในครั้งนี้ด้วย


ในขณะเดียวกัน ว่ากันว่า ถึงแม้จะมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศอย่างร้าวลึกเป็นทุน เดิม แต่ปัญหาคนโรฮิงญากลับมีส่วนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลทหารของประธานาธิบดีเต็งเส็งและฝ่ายประชาธิปไตยที่นำโดยนางอองซานซูจีมีท่าทีเป็นหนึ่งเดียวหรือสอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ


ที่ผ่านๆ มา ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็น “เนลสัน แมนเดลล่า” แห่งพม่า แต่ดูเหมือนว่าอองซานซูจีกลับมีท่าทีเงียบเฉยต่อปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนพม่าและคนโรฮิงญาตลอดมา โดยเฉพาะนับตั้งแต่เกิดความรุนแรงในรัฐยะไข่เมื่อปี 2012


แต่ล่าสุด อองซานซูจีเริ่มปรับเปลี่ยนท่าที และแสดงความเห็น (ผ่านทางโฆษก) ต่อชาวโรฮิงญาเป็นครั้งแรกๆ (ในวันเดียวกันกับที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศท่าทีช่วยเหลือ) ว่า พวกเขา (คนโรฮิงญา) ต่างก็เป็นมนุษย์เพื่อนร่วมโลกที่ควรจะได้รับสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน กล่าวได้ว่า การปรับเปลี่ยนทัศนคติของอองซานซูจีดังกล่าวนี้ อาจจะมีส่วนทำให้รัฐบาลเต็งเส็งต้องปรับเปลี่ยนท่าทีตามกระแสด้วย


กล่าวสำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อวิกฤติมนุษย์เรือโรฮิงญาในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าอ่อนไหวมากๆ และเคยถูกสหประชาชาติลดอันดับฐานะของประเทศเมื่อปีที่แล้วและจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศศูนย์กลางการค้ามนุษย์ที่เลวร้ายที่สุดในโลกในระดับเดียวกับอินโดนีเซีย เกาหลีเหนือและซีเรีย จึงยิ่งทำให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดข้อหนึ่งสำหรับรัฐบาลไทยก็ว่าได้


แต่ในที่สุด รัฐบาลไทยเลือกดำเนินนโยบายช่วยเหลือด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมเป็นชั่วคราว และวางตำแหน่งประเทศให้มีฐานะเป็นประเทศ “จุดเปลี่ยน” หรือ “ทางผ่าน” (transit country) สำหรับผู้อพยพที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศอื่นๆ ก่อนที่จะร่วมด้วยช่วยกันหาหนทางแก้ปัญหาในระยะยาว


แน่นอนที่สุดว่า แนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนที่สุดก็คือการพิจารณารากเหง้าของปัญหาที่ทำให้เกิดการอพยพซึ่งก็คือปัญหา 2P ได้แก่ปัญหาการถูกกดขี่กีดกัน (persecution) และปัญหาความยากจน (property) ซึ่งน่าจะมีแนวทางความเป็นไปได้หลายๆ แนวทาง ดังนี้


ทางเลือกแรกซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยที่สุดคือการ swap นั่นคือการแลกเปลี่ยนพลเมืองระหว่างบังกลาเทศและพม่าแบบเดินข้ามพรมแดนอย่างสมัครใจ ซึ่งที่ผ่านๆ มารัฐบาลพม่าเปิดประตูต้อนรับคนเชื้อสายพม่าที่อาศัยและเป็นพลเมืองของบังกลาเทศให้มาตั้งรกรากในพม่า โดยรัฐบาลช่วยเหลือและจัดสรรหาที่อยู่ให้ ปัญหาก็คือว่า รัฐบาลกรุงดักกาพร้อมจะต้อนรับคนเชื้อสายเบงกาลีให้กลับเข้ามาอยู่ในบ้านหลังที่เรียกว่า “บังกลาเทศ” หรือไม่


ทางเลือกที่สอง จากข้อมูลที่ปรากฏพบว่า ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นชาวเบงกาลีที่หนีภัยความยากจนในบังกลาเทศไม่ใช่ชาวโรฮิงญาที่หนีภัยการเมืองในพม่าอย่างแท้จริง ดังนั้น บังกลาเทศจึงควรร่วมรับเป็น “เจ้าภาพ” ในการช่วยแก้และลดปัญหานี้โดยตรงด้วย


ทั้งนี้ รัฐบาลไทยอาจจะร่วมมือกับรัฐบาลบังกลาเทศในการประยุกต์และเผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมมือกับมูฮัมหมัด ยูนูส สถาปนิกผู้ริเริ่มโครงการ Grameen Bank หรือธนาคารคนจนที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังไปทั่วโลก เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์โครงการช่วยเหลือคนจนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ทั้งนี้ นานาประเทศควรจะต้องให้การสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้ให้บรรลุผลให้ได้


ทางเลือกที่สาม ซึ่งต่อเนื่องมาจากทางเลือกที่สองก็คือการส่งเสริมการลงทุนที่ก่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้ โดยเฉพาะในเขตบริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีพรมแดนติดกับรัฐยะไข่ของพม่า และเป็นเขตที่ชาวเบงกาลีนิยมขึ้นเรือเริ่มต้นอพยพออกสู่ทะเลกว้าง


โดยข้อเท็จจริงแล้ว เขตชายฝั่งบริเวณอ่าวเบงกอลนี้มีฐานะเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเขตที่มีชายทะเลยาวที่สุดในโลกร่วมร้อยกิโลเมตร จึงมีศักยภาพและแรงจูงใจสำหรับนักลงทุนต่างประเทศไม่น้อย กล่าวสำหรับนักลงทุนไทย ธุรกิจการทำประมงซึ่งมีแรงงานให้เลือกอย่างเหลือเฟือพร้อมทั้งทรัพยากรทางทะเลอย่างสมบูรณ์ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย


สำหรับโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก อาเซียนควรจะทำหน้าที่ประสานสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างบังกลาเทศและพม่า โดยอาศัยเงินลงทุนจากประเทศอาหรับและจีนเป็นหลัก


ทั้งหลายทั้งปวง เพื่อทำให้ปัญหามนุษย์เรือได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนที่สุด