ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าหลายฝ่ายยังมีความสับสนกันในคำว่า “ครบวงจร” ที่ถูกนำมาเชื่อมโยงเหมารวม
ว่าเป็นเรื่องการ “ผูกขาด หรือการเอารัดเอาเปรียบ” จนเป็นไฟลามทุ่งในกระแสโซเชียล ซึ่งในความเป็นจริงมีความเกี่ยวโยงกันอย่างไร หรือไม่นั้น เป็นเรื่องน่าคิด
ขอเริ่มทำความเข้าใจจากนิยามของคำว่า “ครบวงจร” และ “ผูกขาด” เพื่อจะได้เห็นถึงความหมายที่แท้จริงของปฏิบัติการทั้ง 2 แบบ คำแรกจากนิยามของคำว่า “ครบวงจร” (Integrated) หมายถึง การผลิตสินค้า/ให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง เช่น ลูกค้าต้องการสร้างบ้านแล้วไปหาบริษัทสร้างบ้าน บริษัทนี้ก็จะมีตั้งแต่หาที่ดินให้ มีทีมงานออกแบบบ้านให้ ลูกค้าต้องการตกแต่งเพิ่มเติมก็มีสถาปนิกและอินทีเรียให้ หากต้องการซื้อเฟอร์นิเจอร์เพิ่ม ก็มีบริษัทขายเฟอร์นิเจอร์ให้อีก พอสร้างบ้านเสร็จ อยากจัดสวนก็มีบริการจัดสวน อยู่บ้านไปสักพักมีปัญหาก็มีทีมช่างคอยดูแลซ่อมแซม โดยในระหว่างทางของต้นทางถึงปลายทางนั้น บริษัทดังกล่าวอาจดำเนินการด้วยตนเองหรือติดต่อซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้องเพื่อมาร่วมกันขายสินค้า/บริการในแต่ละช่วงก็ได้ อีกตัวอย่างที่เห็นชัด ก็คือธุรกิจอาหารครบวงจรของซีพี ที่มีการตรวจสอบย้อนกลับได้ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
ขณะที่นิยามของคำว่า “ผูกขาด” (Monopoly) หมายถึง สถานการณ์ที่ตลาดมีผู้ผลิตหรือผู้ขายเพียงรายเดียวเท่านั้น ในขณะที่ผู้ซื้อหาสินค้าอื่นมาทดแทนสินค้าของผู้ผูกขาดได้ยาก และผู้ผลิตรายอื่นก็ไม่สามารถเข้ามาผลิตเพื่อแข่งขันกับรายนั้นได้เลย เพราะจะถูกกีดกันหรือมีอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด มักเรียกการผูกขาดในความหมายนี้ว่า การผูกขาดอย่างแท้จริง (pure monopoly) หรือการผูกขาดอย่างสมบูรณ์ (absolute monopoly) ซึ่งจะมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าหรือปริมาณสินค้าในตลาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้อย่างเต็มที่ แต่จะกำหนดทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันไม่ได้ ตัวอย่างของตลาดที่มีลักษณะเช่นนี้ ได้แก่ การประปา การไฟฟ้า กิจการรถไฟ เป็นต้น
สำหรับในเรื่องนี้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ระบุว่า “ผู้มีอำนาจเหนือตลาดจะต้องมีส่วนแบ่งตลาดตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไปและมียอดเงินขายในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือ เป็นผู้ประกอบธุรกิจสามรายแรกที่มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันตั้งแต่ร้อยละ 75 ขึ้นไปและมียอดเงินขายในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป”
นอกจากนี้ก็ยังมีคำกล่าวอ้างตามมาถึง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าว่าต้องมีการคำนวณส่วนแบ่งและขอบเขตตลาดที่ชัดเจน โดยตลาดหนึ่งๆ ควรครอบคลุมผลิตภัณฑ์เดียว เช่น ตลาดเบียร์ไม่ใช่แอลกอฮอล์ทุกชนิด หากนับรวมแอลกอฮอล์ทั้งหมดก็อาจทำให้ดูว่า ส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตเบียร์นั้นไม่มาก เป็นต้น
อย่างไรก็ดี สภาพความเป็นจริงของประเทศไทยเราวันนี้ มีบริษัทที่ทำสินค้าหลายอย่าง มีบริการหลายอย่าง และในแต่ละอย่างที่ทำกันนั้น ก็ยังมีผู้ประกอบการหลายรายแข่งขันกัน หากว่าเกิดการผูกขาดจริง ผู้บริโภคไทยเราก็ต้องไม่มีทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้า หรือบริการ ที่สำคัญบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างหลากหลายแบบนี้ นับว่าเป็นกลุ่มที่จะช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพให้ภาคส่วนต่างๆ หรือการจ่ายภาษีที่ถูกต้องให้กับภาครัฐอีกด้วย
ตัวอย่างสินค้าในท้องตลาดอย่าง Apple ผู้ทำ iPhone iPad เป็นเจ้าตลาดในธุรกิจของประเภทนี้ เพราะคุณภาพของมือถือ แท็บเล็ต ที่ดีกว่าของยี่ห้ออื่น หรือ MicroSoft ก็เป็นเจ้าตลาดของโปรแกรมพื้นฐานบนคอมพิวเตอร์ ก็เพราะว่าทำได้ดีกว่า Lotus, Visical ฯลฯ เหล่านี้ เรียกว่าเป็นผู้นำตลาด ซึ่งไม่เข้าข่ายการผูกขาดอย่างไม่เป็นธรรม
ผมขอยกข้อความตอนหนึ่งที่ได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งกล่าวว่า “ซีพีขยายธุรกิจในลักษณะต้นน้ำไปยังปลายน้ำ มากกว่าการทำธุรกิจแบบผูกขาด เพราะทุกธุรกิจที่ซีพีเข้าไป ยังมีคู่แข่ง” และข้อความตอนหนึ่งของหนังสือพิมพ์อีกฉบับกล่าวว่า “ดูโดยรวมแล้ว 7-11 อำนวยความสะดวกกับผู้บริโภคไทยมากมาย เอื้อความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ช่วยสนับสนุนซัพพลายเออร์มากมาย มีแฟรนไชส์ที่ได้รายได้ดี สร้างงานให้เยาวชนไทยมากมาย ทุกคนมีโอกาส เมื่อเห็นกิจการดีๆ โตมา ไม่ใช่เพราะอำนาจผูกขาดที่ไม่เป็นธรรม แต่เป็นเพราะแข่งขันได้ดีเป็นแบบอย่าง...คนไทยน่าจะร่วมภาคภูมิใจกับความสำเร็จของเขา”
จากสิ่งที่รวบรวมมานี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า จริงๆ แล้วทุกวันนี้ ซีพี แข่งขันกับคนไทยด้วยกันหรือไม่....หากมองในตลาดสินค้าของไทย จะพบว่าปัจจุบันมีทั้งร้านอาหาร ขนม อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋องต่างๆ มากมาย ที่เป็นสินค้าแบรนด์บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่มากมาย เช่น Pepsi co, Kellogg’s, Nestle, McDonald’s, KFC, Starbucks, Watson, Lawson, Temasek, Telenor ฯลฯ
ดังนั้น หากมองด้วยใจที่เป็นธรรม จะเห็นว่า ซีพีตกเป็นจำเลยสังคม เนื่องมาจากความยิ่งใหญ่ของธุรกิจที่มีการเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขามากกว่า เพราะในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ซีพีทำ คือ วิถีของการดำเนินธุรกิจที่อยู่บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โดยการดำเนินธุรกิจครบวงจรของ CP ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการแข่งขันที่ควรจะเป็น เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้า ซึ่งทุกวันนี้ธุรกิจครบวงจรรูปแบบเดียวกับซีพี ก็มีหลายบริษัทที่ดำเนินการในลักษณะนี้ จึงกล่าวได้ว่า ธุรกิจครบวงจรที่มีอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่ กลาง หรือเล็ก เป้าประสงค์สุดท้ายคือประสิทธิภาพ จากความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างองค์กรธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการรายย่อยในกระบวนการจัดการซัพพลายเชน ซึ่งนับเป็นอีกแรงผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง

