หากเปรียบเทียบระหว่าง “รัฐประหาร 2549” โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กับ “รัฐประหาร 2557”
โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตรงที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ออกแบบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด “มาตรา 44” บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2557
000 จำได้ว่า ตอนร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2549 ก็มีคนเสนอให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในนาม “มาตรา 17” ในอดีต แต่ “บิ๊กบัง” เกรงว่าชาติตะวันตกจะมองเป็นว่าเป็น “เผด็จการทหาร” เต็มรูป เพราะในสถานการณ์ขณะนั้น การรัฐประหารกลางกระแสทุนนิยมเชี่ยวกราก ก็เป็นการฝืนโลกฝืนธรรมชาติอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ “นักรัฐประหาร” จำเป็น จึงไม่มีการบัญญัติ “อำนาจเด็ดขาด” ไว้ในกติกาบ้านเมืองฉบับชั่วคราว
000 ผลของการไม่มี “ดาบ” อยู่ในมือ หลังรัฐประหาร 2549 “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช.) ก็ไม่มีอำนาจสั่งการอะไร “รัฐบาลสุรยุทธ์” เลย และรัฐบาลเสมือนอยู่ฆ่าเวลา รอยกบ้านเมืองให้นักเลือกตั้ง...บทเรียนความล้มเหลวจากการรัฐประหาร 2549 “บิ๊กตู่” จึงสั่งการให้มีการบัญญัติ “มาตรา 44” ซึ่งเป็นพิมพ์เดียวกับ “มาตรา 17” ไว้ในรัฐธรรมนูญ
000 ที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองประเทศหลายฉบับ ก็เคยมีบทบัญญัติ “มาตรา 17” คือให้ผู้มีอำนาจออกคำสั่ง แล้วคำสั่งนั้นก็ให้มีสภาพบังคับเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นกฎหมายในตัวเอง...ย้อนรอยปี 2501 คณะปฏิวัติโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ที่เข้มแข็งและรัดกุม เพื่อให้รัฐบาลมีอายุที่แน่นอนและมีอำนาจบริหารได้เต็มที่ จึงต้องคง “อำนาจปฏิวัติ” ไว้ในมาตรา 17
000 สรุปว่า มาตรา 17 คือเครื่องมือที่สร้างขึ้นได้ด้วยวิธียึดอำนาจ หรือที่ “จอมพลสฤษดิ์” บอกว่าด้วยวิธีการปฏิวัติให้ถูกต้องตามหลักวิชาและอุดมคติ...ทำนองเดียวกัน “มาตรา 44” ในปัจจุบัน ก็เป็นเครื่องมือของ “บิ๊กตู่” ในการบริหารราชการแผ่นดิน และอำนาจปฏิวัติในมือนายกรัฐมนตรี ได้ช่วยให้การขับเคลื่อนประเทศโดยกลไกข้าราชการ ดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีสภาพ “เกียร์ว่าง” อีกต่อไป
000 ในสายตานักวิชาการต่างประเทศอย่าง ดร.แพทริค โจรี มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย ที่เคยมาอยู่เมืองไทยหลายสิบปี มองว่า จริงอยู่ที่ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) สามารถยุติความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของไทยลงได้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขการแบ่งแยกฝักฝ่ายทางการเมืองที่ยังคง “ร้าวลึก” ในสังคมไทย
000 นอกจากนั้น ดร.แพทริค โจรี เผยกับ “บีบีซีไทย” ว่ามี “สามปัจจัย” ที่สำคัญต่อความอยู่รอดของ คสช. อย่างแรกก็คือ “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่เป็นที่พอใจของหลายฝ่าย ปัจจัยที่สองคือเรื่อง “เศรษฐกิจ” ซึ่งไทยนับว่าอยู่ในกลุ่มที่อ่อนแอที่สุดในอาเซียนขณะนี้ ส่วนปัจจัยที่สาม คือสถานะของ คสช. นั้นไม่เป็นที่ยอมรับโดยชาติตะวันตก
000 นักวิชาการฝรั่งก็มองไม่ต่างจากนักวิชาการไทยปีก “ประชาธิปไตยแบบตะวันตก” ขณะที่นักวิชาการไทยปีก “ประชาธิปไตยแบบไทย” กลับมองว่า “คสช.” ต้องอยู่ต่อไปอีก 2-3 ปี เพื่อทำการปฏิรูปประเทศ และคาดว่า เสียงเรียกร้องทำนองนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ดูกันต่อไปว่า “นักรัฐประหาร” กลุ่มนี้จะทางลงจากอำนาจอย่างไร? ในวันข้างหน้า








