Divergence Diversity and Convergence (38) สถาบัน รัฐ ตลาด

ท่ามกลางกระแสโลกานุวัตรซึ่งนำมาซึ่งความเสี่ยงทางสังคมใหม่ๆ การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เศรษฐกิจไร้เสถียรภาพและขาดพลวัตในการเติบโต
การสร้างงานให้ทุกคนมีงานทำเป็นไปได้ยากไม่เหมือนอดีต การว่างงานในหลายประเทศอยู่ในระดับสูง ความแตกต่างในรายได้และทรัพย์สินหรือระหว่างชนชั้นเพิ่มมากขึ้น สถาบันครอบครัวก็มีความไร้เสถียรภาพ เมื่อเทียบกับยุค 50 และ 60 ภาพที่สวยงามของทุนนิยมรัฐสวัสดิการเปลี่ยนแปลงไปมาก ในสภาพเช่นนี้ สังคมทุนนิยมรัฐสวัสดิการได้ปรับตัวหรือปฏิรูปตัวเองเพื่อความอยู่รอดของระบบอย่างไร และชีวิตของคนในระบบที่ต่างกัน ถูกกระทบต่างกันอย่างไร
ระบบทุนนิยม โดยตัวมันเองมีความหลากหลายมาก เช่นเดียวกับระบบทุนนิยมสวัสดิการ หรือ welfare state capitalism นักวิชาการได้จำแนกระบบทุนนิยมสวัสดิการ เรียกชื่อต่างกันไป มีตั้งแต่การแบ่งเป็นสองขั้วใหญ่ คือ ขั้วที่หนึ่ง ระบบเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับการทำงานของตลาดมากกว่าการแทรกแซงโดยรัฐในเรื่องสำคัญ มักเรียกว่า liberal market economies (LME) ขั้วนี้มักจะรวมประเทศ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เป็นต้น อีกขั้วหนึ่ง เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐและสถาบันมีบทบาทสำคัญ เข้ามาแทรกแซง กำกับ ควบคุมการทำงานของตลาด ระบบนี้พึ่งพาการบริการ การจัดการ การประสานงาน ซึ่งให้ความสำคัญกับการทำงานที่เน้นบทบาทของส่วนหรือองค์กรกลางระดับชาติหรือระดับสูง หรือเน้น centralization ขั้วนี้เรียกว่า coordinated market economies (CME) ประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มขั้วนี้ ได้แก่ ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน โปรตุเกส รวมทั้งกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียทั้งสี่ประเทศ ซึ่งได้แก่ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ นี่เป็นการจำแนกแบบสุดขั้ว
การจำแนกอีกประเภทหนึ่งที่เราได้กล่าวมาแล้ว คือ รัฐสวัสดิการทุนนิยมสี่แบบ ซึ่งได้แก่ แบบสวัสดิการเสรีนิยม liberal welfare ซึ่งมี สหรัฐและอังกฤษเป็นแกนหลัก อีกแกนที่สุดโก่ง ก็คือระบบสแกนดิเนเวีย หรือ social democratic welfare state อีกสองแบบ คือระบบ continental แบบที่เรียกว่า conservative welfare state ซึ่งรวมฝรั่งเศส ออสเตรีย เยอรมัน เบลเยียม และระบบเมดิเตอร์เรเนียนหรือยุโรปใต้ เช่น สเปน อิตาลี โปรตุเกส
ไม่มีระบบใดที่สามารถจำแนกรัฐสวัสดิการทุนนิยมแล้วสามารถครอบคลุมทุกอย่างได้สมบูรณ์ การจำแนกในลักษณะนี้มีประโยชน์ (แต่ก็มีจุดอ่อนที่เป็นปัญหาได้) เมื่อแต่ละระบบมีลักษณะเด่น หรือความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจน เป็นรูปธรรม เช่น บทบาทของการแทรกแซงทางกฎหมาย และการทำงานที่เกิดขึ้นแบบไม่เป็นทางการ ในการกำกับดูแลเรื่องต่างๆ เช่น การทำงานของตลาดแรงงาน ระบบการประกันสังคมหรือให้ความคุ้มครองแก่สังคม
การจำแนกความแตกต่างของระบบไว้กว้างๆ ย่อมต้องขาดรายละเอียด และรายละเอียดนี้ บ่อยครั้งทำให้ประเทศหนึ่งอาจมีบางเรื่องจำแนกอยู่ในระบบหนึ่ง แต่ก็มีบางเรื่องถูกจำแนกไว้ในอีกระบบหนึ่ง เช่น ญี่ปุ่นอาจจัดอยู่ในประเภท CME แต่ญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศที่มีรายได้จากภาษีต่อ GDP หรือมีรัฐสวัสดิการด้านการใช้จ่ายภาครัฐทางด้านสังคมสูงเหมือนกลุ่มสแกนดิเนเวีย หรือกลุ่ม continental หรือกรณีออสเตรเลีย อาจจัดอยู่ในกลุ่ม LME เหมือนอังกฤษและสหรัฐในบางเรื่อง แต่ในกรณีของตลาดแรงงาน ขณะที่กรณีของสหรัฐ ความหนาแน่นของสหภาพ ดูจากสมาชิกต่ำมาก เช่น สหรัฐ 15.6 แต่ออสเตรเลีย 40.4 แต่บทบาทของสหภาพออสเตรเลียต่อระบบทั้งหมดนอกสหภาพนั้นสูงกว่าร้อยละ 80 แต่ของสหรัฐนั้นต่ำมาก หรือในกรณีของอิตาลี อาจมีภาพของระบบที่รัฐมีบทบาทให้ความคุ้มครองและจัดการเรื่องแรงงานที่สูงและอยู่ในระบบ CME แต่เรากลับพบว่าอิตาลีแทบไม่มีระบบที่ให้สวัสดิการรายได้แก่คนตกงาน (unemployment benefit) หรือมีก็น้อยมาก หรือกรณีฝรั่งเศสและสเปน ความหนาแน่นของสมาชิกสหภาพต่ำมาก คือ เพียงร้อยละ 9.8 และ 11.0 ตามลำดับ ในช่วงปี 1989-1994 ต่ำกว่าสหรัฐเสียอีก แต่ข้อตกลงของสหภาพมีผลต่อทั้งระบบที่สูงมาก คือเกือบทั้งหมด ขณะที่ของสหรัฐต่ำมาก
การเปรียบเทียบอเมริกากับยุโรปบางครั้งก็ไร้ประโยชน์ จริงอยู่ โดยรวมยุโรปมีการว่างงานสูงกว่าอเมริกา ความแตกต่างในรายละเอียดนั้นสำคัญ ในยุโรปหรือใน EU แตกต่างกันเองมากกว่าที่ยุโรปต่างกับอเมริกาเสียอีก เช่น ในช่วงปี 83-96 การว่างงานของสวิตเซอร์แลนด์อยู่ที่ 1.8 ขณะที่สเปนอยู่ที่ 19.7 อเมริกาอยู่ที่ 6.5 ความแตกต่างในยุโรปด้วยกันเองในลักษณะนี้หมายความว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในกลุ่ม OECD ของยุโรปทำงานในตลาดแรงงานที่มีอัตราการว่างงานต่ำกว่ากรณีของอเมริกา
หัวใจของระบบทุนนิยมอยู่ที่ ความสามารถของระบบ ในการทำให้ทุกคนมีงานทำ (full employment) ซึ่งหมายความว่า เศรษฐกิจมีพลวัตในการเติบโต ขณะเดียวกัน ในความคิดดั้งเดิมนั้น อุดมการณ์รัฐสวัสดิการซึ่งเป็นผลิตผลประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ ต้องการสร้างความเป็นพลเมืองทางสังคม หรือ social citizenship โดยมีความใฝ่ฝันที่จะให้คนในสังคมมีความเท่าเทียมกัน ความเสมอภาคหรือ equality จนปัญหาเรื่องชนชั้นหายไปจากวาระของสังคม เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายทั้งสองนี้ ระบบสวัสดิการทุนนิยมยืนอยู่บนเสาหลักสำคัญ ได้แก่ หนึ่ง คือการจัดการด้านสวัสดิการ เพื่อบรรลุความเป็นพลเมืองทางสังคม สอง การมีระบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เสาหลักหนึ่งและสองมีนัยของการที่พลเมืองมีสิทธิทั้ง civil right, political right, และ social right เพราะฉะนั้น ระบบสวัสดิการและประชาธิปไตยคือเนื้อเดียวกัน สาม การออกแบบและการกำกับตลาดแรงงานที่จะประกันสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองและสวัสดิการในด้านแรงงาน โดยนัยนี้ การรวมตัวของแรงงานในรูปแบบของสหภาพและการต่อรองร่วมจึงถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการนำมาซึ่งความเสมอภาค ตลอดจนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในสังคม หรือ solidarity เสาหลักที่สี่ คือการให้ความสำคัญของการเข้าถึงและการขยายตัวของระบบการศึกษา
จากประวัติศาสตร์ถึงปัจจุบัน ระบบต่างๆ ประสบความสำเร็จและล้มเหลวมาได้อย่างไร เพราะเหตุใด







