วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ซัดกันคนละหมัด : รายงานมะกันว่าด้วยแสนยานุภาพทหารจีน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ทำรายงานประจำปี 2015 ว่าด้วยการสร้างเสริมแสนยานุภาพทางทหารของจีน

เพียงวันเดียว กระทรวงกลาโหมจีนก็ตอบโต้ทันควัน

เพราะปักกิ่งไม่ชอบคำว่า “China’s military threat” ซึ่งมีความหมายทำนองว่า จีนเพิ่มงบประมาณทางทหารและเบ่งกล้าม ทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างมีนัยสำคัญ ถึงขั้นที่จีนจะทำตัว “คุกคามทางทหาร” ต่อประเทศอื่น ๆ

จีนโวยทันทีว่ารายงานชิ้นนี้ไม่สนใจข้อเท็จจริง และตีความลักษณะบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสีจีนอย่างไม่เป็นธรรม

ผมเห็นรายงานของกระทรวงกลาโหมส่งถึงสภาคองเกรสวันที่ 8 พฤษภาคม แต่วันต่อมาคือ 9 พฤษภาคม จีนก็ออกแถลงการณ์ตอบโต้อย่างฉับพลัน

กลไกด้านข่าวสารและการสวนกลับด้วยถ้อยคำดุดันของจีน มีความเร่งด่วนฉับพลันทันการณ์จริง ๆ

รายงานสหรัฐฉบับนี้บอกว่าแต่ก่อนจีนเสริมพลังด้านทหาร เพื่อเตรียมรับความขัดแย้งทางทหารในช่องแคบไต้หวัน แต่ระยะหลังนี้ปักกิ่งได้เพิ่มกำลังด้านกลาโหม เพื่อรับกับเหตุร้ายที่อาจจะเกิดในทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้ด้วย

การเตรียมการด้านทหารของจีนในทะเลจีนตะวันออก (East China Sea) ย่อมหมายถึงการเผชิญหน้ากับญี่ปุ่น

และในทะเลจีนใต้ (South China Sea) จีนก็มีเรื่องตึงเครียดกับหลายประเทศในอาเซียน ว่าด้วยสิทธิเหนือหมู่เกาะไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์, เวียดนาม, มาเลเซีย, บรูไน หรือไต้หวัน (ที่เป็นข่าวบ่อยที่สุดคือสองประเทศแรก)

รายงานของสหรัฐบอกว่า นอกจากการสร้างเสริมพลังทางทหารในทะเลรอบ ๆ บ้านแล้ว จีนก็ยังขยายกิจกรรมสร้างความทันสมัยทางทหารของตน (military modernization program) ในแวดวงความมั่นคงระดับโลกด้วย

เช่น การแสดงพลังทางทหารของตนให้ประจักษ์ในเวทีสากล, ความมั่นคงบนเส้นทางขนส่งทางทะเล, การต่อต้านโจรสลัด, ร่วมรักษาความสงบระหว่างประเทศ และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงการช่วยเหลือบรรเทาภัยธรรมชาติในต่างประเทศด้วย

ตัวเลขทางการของจีนระบุว่า งบประมาณทางทหารช่วงปี 2005 ถึง 2014 ปรับขึ้น 9.5% (หลังปรับเปอร์เซ็นต์อัตราเงินเฟ้อแล้ว) และคาดว่าจะรักษาอัตราเพิ่มระดับนี้ต่อไปในอนาคต

ตอนหนึ่งของรายงานนี้น่าสนใจตรงที่วอชิงตันเชื่อว่าปักกิ่งพร้อมจะต้าน “ประเทศที่สาม” (รวมถึงสหรัฐด้วย) ที่อาจจะเข้ามาแทรกเซงในกรณีที่จีนต้องเผชิญกับ “ความขัดแย้ง” หรือ “วิกฤติ” กับประเทศที่เป็นศัตรู

ตีความง่าย ๆ ก็คือว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐวิเคราะห์ว่า ผู้นำจีนมีนโยบายที่จะสร้างเสริมสมรรถนะทางทหารของจีนให้แข็งแกร่ง ถึงขั้นที่อาจจะต้องเตรียมทำศึกกับสหรัฐได้ด้วย หากเกิดภาวะสงครามที่สหรัฐเข้ามาช่วยประเทศที่อยู่ตรงข้ามกับจีน

รายงานนี้บอกว่าสหรัฐพยายามสร้างความสัมพันธ์กับจีนในระดับทหารกับทหาร เพื่อผลักดันให้จีนยึดถือกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ และเพื่อให้จีนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ขณะเดียวกันวอชิงตันบอกว่า จะต้องจับตาความเคลื่อนไหวของจีนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางทหาร, แนวคิดหรือลัทธิทางการเมือง, การสร้างกองกำลังความมั่นคง และเรียกร้องให้จีนเปิดเผยรายละเอียดของโครงการพัฒนาด้านทหารให้มีความโปร่งใสมากขึ้น

ตีความได้ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐยืนยันว่าจะจับมือกับจีนเพื่อให้มีความร่วมมือทางด้านทหาร แต่ขณะเดียวกันก็จะประสานกับมิตรประเทศในภูมิภาคนี้ เพื่อกดดันให้จีนไม่กระทำการใดที่อาจสร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในย่านนี้

กระทรวงกลาโหมจีนอัดกลับทันที บอกว่าข้อความในรายงานนี้บิดเบือนความเป็นจริง จีนไม่อาจจะรับข้อกล่าวหาเรื่องทิศทางนโยบายกลาโหมของจีน และสิ่งที่เรียกว่า “ความโปร่งใส” ได้

จีนยืนยันนโยบายการสร้างสันติภาพ ขณะเดียวกันก็ยืนยันในอธิปไตยในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้

แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมจีนบอกว่า รายงานของสหรัฐฉบับนี้ทำลายความเชื่อใจระหว่างกัน แต่สวนทางกับที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้ตกลงว่าจะสร้าง “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่และความสัมพันธ์ทางทหารต่อทหารในรูปแบบใหม่”

ใส่กันคนละหมัดอย่างนี้มาหลายรอบแล้ว ไม่มีใครยอมใคร ขณะที่ฉากหน้าจับมือกัน สร้างความสัมพันธ์ระดับประธานาธิบดี รัฐมนตรี และผู้นำทหาร แต่ลึก ๆ แล้วมะกันกับจีนก็ยังไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน เพราะต่างก็ต้องการจะสร้างอิทธิพลในเอเชียเพื่อประโยชน์แห่งตนนั่นเอง

กระทรวงกลาโหมและกระทรวงต่างประเทศไทยได้อ่านวิเคราะห์รายงานฉบับนี้ และปฏิกิริยาจากจีนอย่างละเอียดรอบด้าน เพื่อสรุปแนวปฏิบัติสำหรับประเทศไทยจากนี้ไปอีก 10-20 ปีหรือยัง?